108health.com : สุขภาพ ผู้หญิง การลดน้ำหนัก อาหารเพื่อสุขภาพ แฟชั่น ครอบครัว ท่องเที่ยว
  สมัครสมาชิก | เข้าสู่ระบบ  
 
คลิปวีดีโอ คลิปวีดีโอ ฟังวิทยุ ฟังวิทยุ โปรโมชั่นแนะนำ โปรโมชั่นแนะนำ Blog Blog gallery gallery เกี่ยวกับเรา เกี่ยวกับเรา
      หน้าแรก » บล็อกเมนูอาหาร ไอเดียสร้างสรรค์
บล็อก <?=เมนูอาหาร ไอเดียสร้างสรรค์?> บล็อกเมนูอาหาร ไอเดียสร้างสรรค์
รวมเรื่องราวต่างๆ ที่น่าสนใจไม่ให้ตกเทรนกันค่ะ ทั้งเรื่องราวสาระ เคล็ดลับต่างๆ รวบรวมการรีวิว Review การ DIY ในแบบฉบับง่ายๆ ที่คุณต้องรอติดตามกันนะคะ คลิกอ่านด้านล่างได้เลยค่ะ !!
ปรับปรุงล่าสุด : 2012-01-18
โดย : qutty | จำนวนบทความ : 21 บทความ | หมวด : Review
บทความวันแม่ สุึดประทับใจ ซึ้งสุดๆ
เรื่องดีดี ไม่จำเป็นต้องยาว ... 
แม่ผู้แก่เฒ่าเดินไม่ได้คนหนึ่ง เป็นที่รำคาญใจของลูกชายเหลือเกิน 
สมัยนั้นยังไม่มีสถานสงเคราะห์คนชรา จึงไม่รู้ว่าจะเอาแม่ไปฝากใครให้เลี้ยงแทน 
ชายหนุ่มจึงตัดสินใจแบกเอาไปปล่อยป่าให้อยู่ตามยถากรรม 
... ระหว่างทาง แม่ไม่วอนขอ ไม่ถามไม่ว่าอะไร ตั้งใจหักกิ่งไม้ตามทาง เรื่อยไป เข้าป่าลึก 
ไกลมากแล้ว ลูกชายวางแม่ลงบนโขดหิน แล้วหันหลังเดินกลับทางเดิมไป ... 

ตอนนี้เอง ที่แม่ตะโกนตามหลังลูกชายไปว่า ... 
"ลูกเอ๋ย เดินตามรอยกิ่งไม้ที่แม่หักไว้ให้นะจะได้ไม่หลงทาง..." 

เรื่องสั้นสุดซึ้ง
> > > “ขอให้ชั้นดูหน้าลูกหน่อยได้มั๊ยคะ”คุณแม่คนใหม่เอ่ยขึ้น > > > เมื่อห่อผ้าน้อย ๆอยู่ในอ้อมกอดเธอ > > > เธอค่อยๆคลี่ผ้าที่ห่อออกเพื่อมองใบหน้าเล็ก ๆ กรี๊ด ด ด ด ด....> > > เธอกรีดร้อง หมอต้องอุ้มเด็กออกไปอย่างรวดเร็ว > > > เด็กทารกที่เกิดมา....ไม่มีใบหู 

> > > และแล้ว> > > ....กาลเวลาพิสูจน์ว่า....การได้ยินของเจ้าหนูไม่มีปัญหา > > > ปัญหามีเฉพาะสิ่งที่มองเห็นภายนอกคือ....ใบหูที่หายไป 

> > > หลายครั้งที่เจ้าหนูกลับจากโรงเรียนแล้ววิ่งมาบอกแม่ 

> > > ....เธอรู้ว่าหัวใจลูกปวดร้าวแค่ไหน...> > >> > > เจ้าหนูพูดโพล่งออกมาอย่างน่าเศร้า > > > “พวกเด็กตัวโต พวกมันล้อผมว่า “นายตัวประหลาด” 

> > > จนกระทั่ง... เจ้าหนูเติบโตขึ้นหล่อเหลา 

> > > เป็นที่รักของเพื่อน ๆ เค้ามีพรสวรรค์ในด้านอักษรศาสตร์ วรรณคดี> > > และดนตรี เค้าอาจได้เป็นหัวหน้าชั้น ...> > >> > > แต่เพราะเจ้าสิ่งนั้น...ทำให้เค้าไม่อยากเจอใคร > > > “ลูกต้องพบปะกับผู้คนบ้างนะลูก” > > > แม่กล่าวด้วยความสงสารลูก 

> > > .....พ่อของเด็กชายปรึกษากับหมอประจำครอบครัว 

> > > และได้รับข่าวดีจากหมอว่า...”ผมสามารถปลูกถ่ายใบหูได้รับถ้ามีผู้บริจาค > > > แต่ใครล่ะจะเสียสละใบหูเพื่อเด็กน้อยคนนี้” คุณหมอกล่าว 

> > > 

> > > จนกระทั่ง ...2 ปีผ่านไป พ่อบอกกับลูกชาย > > >> > > “ลูกเตรียมตัวไปโรงพยาบาลนะ 

> > > พ่อกับแม่หาคนบริจาคใบหูที่ลูกต้องการได้แล้ว...แต่นี่เป็นความลับ” 

> > > การผ่าตัดสำเร็จด้วยดี > > > และแล้ว...คนคนใหม่ก็เกิดขึ้น 

> > > ....เค้ากลายเป็นผู้มีพรสวรรค์...> > > เป็นอัจฉริยะในโรงเรียน...ในวิทยาลัย> > > จนเป็นที่กล่าวขานกันรุ่นต่อรุ่น 

> > > ต่อมาได้แต่งงาน...และทำงานเป็นข้าราชการในสถานทูต 

> > > วันหนึ่งชายหนุ่มถามผู้เป็นพ่อว่า > > > “พ่อครับใครเป็นคนมอบใบหูให้ผมมา 

> > > ใครช่างให้ผมได้มากมาย แต่ผมไม่เคยทำอะไรเพื่อเค้าได้เลยสักนิด” 

> > > “พ่อไม่เชื่อว่าลูกจะตอบแทนเค้าได้หมดหรอกเรื่องนี้..เป็นความลับ > > > เราตกลงกันแล้ว” พ่อตอบ 

> > > 

> > > หลายปีผ่านไป....มันยังคงเป็นความลับ และแล้ว..วันนึง 

> > > วันที่มืดมิดที่สุดผ่านเข้ามา...ในชีวิตลูกชาย 

> > > แม่เค้าได้เสียชีวิตลง.. > > > เค้ายืนข้างๆพ่อ...ใกล้!บศพของแม่ 

> > > พ่อเรียกเค้า > > > “ มานี่สิลูก..มานั่งใกล้ๆนี่..พ่อลูบผมแม่อย่างช้าๆ > > > และนุ่มนวล..ผมสีน้ำตาลแดงถูกเสยขึ้นจนมองเห็น > > > ใบหน้าที่มองดูเหมือนคนนอนหลับ 

> > > ...และแล้วสิ่งที่ทำให้ลูกชาย> > > ถึงกับต้องตะลึง.. ............ใบหูของแม่...หายไป 

> > > 

แม่ไม่มีใบหู...”นี่เป็นคำตอบที่ลูกอยากรู้มาตลอดชีวิต”...พ่อกระซิบผ่านลูกชา> > ย 

“แม่บอกพ่อว่าเธอดีใจที่ได้ทำอย่างนี้+ตั้งแต่วันผ่าตัด...เธอไม่เคยตัดผมอีกเ> > ลย 

> > > ไม่มีใครมองเห็นว่าเธอไม่สวยจริงมั๊ย?> > > 

> > > “ จงจำไว้” สิ่งมีค่าที่แท้จริง > > > ...ไม่ได้อยู่ที่การมองเห็น...หากแต่อยู่ที่สิ่งที่เรามองไม่เห็น 

...ความรักที่แท้จริง....ไม่ได้อยู่ที่เราได้ทำอะไรแล้วมีคนรับรู้...หากแต่อยู่> > ู่> > ที่สิ่งที่> > > เรากระทำแล้ว...ไม่มีใครรับรู้> > > 

> > > .....ความรัก 

> > > บางครั้งไม่จำเป็นต้องพูดพร่ำเพรื่อ... 

> > > 

> > > ............อ่านบทความนี้แล้วลองกลับมาคิด............ 

> > > 

> > > 

> > > 

> > > ถ้าพรุ่งนี้เราตายไปบริษัทสามารถหาคนมาแทนเราได้ภายในไม่กี่วัน 

> > > 

> > > แต่ครอบครัวเราต้องสูญเสีย และคิดถึงเราไปตลอด 

> > > 

> > > เราใช้ชีวิตกับการทำงานมากกว่าครอบครัวหรือเปล่า? 

> > > 

> > > ถ้ามากกว่า...มันช่าง..เป็นการลงทุนที่ไม่ฉลาดเลยจริงๆ 




แม่...ไม่คิดเงิน 

เจ้าเด็กชายตัวน้อยของเราเข้าไปหาแม่และส่งกระดาษให้ 

หลังจากแม่เช็ดมือกับผ้ากันเปื้อนแล้วเธอก็ก้มลงอ่าน 

ค่าตัดหญ้า 5 บาท 

ค่าทำความสะอาดห้องผมอาทิตย์นี้ 1 บาท 

ค่าซื้อของให้แม่ 2.5 บาท 

ค่าดูแลน้องชาย 2.5 บาท 

ค่าเอาขยะไปทิ้ง 1 บาท 

ค่าได้คะแนนดี 5 บาท 

ค่ากวาดสนาม 2 บาท 

รวมค้างชำระ 19 บาท 

เธอหยิบปากกาขึ้นมาพลิกไปด้านหลังแล้วเขียน 

เก้าเดือนที่แม่อุ้มท้อง ไม่คิดเงิน 

เวลาแม่พยาบาลลูก ไม่คิดเงิน 

ของเล่น อาหาร เสท้อผ้า ไม่คิดเงิน 

แม้แต่เช็ดน้ำมูกให้ ไม่คิดเงินหรอกจ๊ะลูก 

เมื่อรวมทั้งหมดเป็นราคาเต็มของความรัก ไม่คิดเงินเหมือนกัน 

เมื่อลูกชายของเราอ่านสิ่งที่แม่เขียน น้ำตาหยดโตก็ไหลออกมา 

เขาสบตาแม่และพูดว่า แม่ครับ ผมรักแม่จริงๆนะครับ 

แล้วเขาก็เอาปากกา 

เขียนหลังสือตัวโตว่า จ่ายหมดแล้ว 

แม่จ่ายหมดแล้ว แต่ลูกทอนให้ยังไม่หมด......... 


กล่องข้าวที่หายไป... 

ผมนำ “กล่องข้าว” ไปกินที่โรงเรียนครั้งแรกตอน ม.1 เหตุผลสำคัญจริงๆ ก็คือทำตามเพื่อน 

ในชั้นเรียนนั้นมีเพื่อนนำอาหารมากินตอนพักเที่ยงกันกว่าครึ่งห้อง ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง มีทั้งที่ใส่ปิ่นโต ใส่กล่อง และบางคนใส่ห่อมาก็มี 
เมื่อถึงเวลาพักก็เอามาแลกเปลี่ยนแบ่งปันกันกิน ถามเพื่อนว่าทำไมเอาข้าวมากิน ส่วนใหญ่บอกว่าซื้อกินเองแพง ไม่มีเงินพอ 
บางคนบอกว่าอาหารที่โรงอาหารไม่อร่อย กินของแม่อร่อยกว่า เลยนำอาหารที่บ้านมาเอง และบางคนเห็นเพื่อนกินข้าวกล่องกันเยอะๆ 
ดูแล้วสนุกดี แถมบางคนก็เป็นเพื่อนสนิท ไม่อยากจะแยกกัน ก็เลยเอามากินเป็นเพื่อนด้วย 

ผมเป็นหนึ่งในกลุ่มหลังนี้ 
ที่บ้านมีปิ่นโตอยู่แล้ว แต่ผมไม่สะดวกกับการหิ้วปิ่นโต เพราะบ้านอยู่ต่างอำเภอ 
ขณะที่โรงเรียนอยู่ในตัวจังหวัด ถ้าต้องหิ้วปิ่นโต และโหนรถสองแถวด้วยคงลำบาก 
แม่จึงซื้อกล่องข้าวอันใหม่ให้จำได้ว่าเป็นกล่องสีฟ้า ข้างในนอกจากมีพื้นที่ใส่ข้าวแล้วยังแบ่งเป็นช่องเล็กๆ ใส่อาหารได้ถึง 3 ช่อง 
สำหรับบางคน การห่อข้าวเป็นความสะดวกและเรียบง่าย 

แต่กับผมไม่ใช่เพราะที่บ้านปกติ จะซื้ออาหารสำเร็จมาทาน 

เนื่องจากแม่ผมไม่ค่อยแข็งแรง ไม่สบายด้วยโรคมากมายรุมเร้า ทั้งโรคหัวใจ โรคความดัน โรคอ้วน 
และไขมันในเส้นเลือดสูง 
แต่ผมไม่อยากจะซื้อแกงถุงสำเร็จรูปเพราะธรรมเนียมของการกินข้าวกล่องที่โรงเรียน 
คือต้องเป็นอาหารที่ทำมาจากบ้าน มีการชื่นชมและอวดฝีมือของแม่ๆกัน ถ้าซื้อแกงไปก็เสียฟอร์ม 

เมื่อผมบอกแม่ว่าอยากได้อาหารที่แม่ทำเองไปอวดให้เพื่อนเห็นฝีมือบ้าง ท่านก็ยิ้มรับคำ 
จากนั้นทุกเช้าแม่จะต้องฝืนสังขารลุกขึ้นมาหุงข้าวเตรียมอาหารให้ 

ปัญหาต่อมาคือ ตอนเด็กๆ ผมไม่กินผัก และไม่กินพวกไข่ต้ม ไข่เจียว แม่จึงต้องทอดไก่ ทอดเนื้อ 
หรือทำแกงต่างๆ ให้ ซื่งต้องใช้เวลาและขั้นตอนต่างๆ นานพอสมควร แต่กระนั้น 

ทุกเช้า “กล่องข้าวสีฟ้า” ของผม ก็ถูกเตรียมพร้อมไว้เรียบร้อยเสมอ 

แต่แล้วกินข้าวกล่องอยู่ได้ไม่นานนักผลก็ล้มเลิกโครงการนี้ 
เพราะรู้สึกอึดอัดกับคำถามและสายตาของคนรอบข้างเพราะเริ่มเป็นวัยรุ่น จึงอายที่จะถูกมองว่าเป็นเด็กที่ห่อข้าวมากินเพราะความยากจน 

เมื่อกลับมาบอกยอกเลิกที่บ้าน โดยบอกเหตุผลว่าอายเพื่อนนั้น แทนที่แม่จะโล่งใจเพราะไม่ต้องเหนี่อยอีก ท่านกลับอึ้งไปครู่หนึ่ง 
แต่ก็ไม่พูดอะไรออกมา และจากวันนั้นมา ผมก็ไม่สนใจอีกว่าแม่จะเก็บกล่องข้าวสีฟ้าไว้ที่ไหน 

...แม่ตายตอนผมเรียน ม.6 ไม่ทันอยู่จนเห็นผมเข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัยทำงาน 
และมีครอบครัว ตามที่ท่านอยากจะเห็น เราย้ายบ้านอีกหลายครั้ง ทั้งข้าวของและคนในครอบครัวเริ่มกระจัดกระจายพลัดพรากกันไป 

ไม่ใช่แต่เพียงกล่องข้าวใบนั้นหรอกที่หายไป ความทรงจำหลายอย่างก็สลายสูญ ขณะที่ชีวิตของผมก็ต้องดำเนินต่อไป 

...สองสามเดือนมานี้ ผมเริ่มทดลองที่นำอาหารจากบ้านใส่กล่องไปทานทำงานตอนพักเที่ยง 
แล้วก็ได้พบว่า นอกจากจะได้ทานอาหารแนวสุขภาพที่เราควบคุมได้เต็มที่เพราะทำเองแล้ว 
ยังสามารถช่วยประหยัดเงินได้มาก ซึ่งภาวะเศรษฐกิจอย่างนี้ค่อนข้างมีความจำเป็น 

น่าแปลกที่การนำข้าวกล่องมากินครั้งนี้ผมไม่อายสายตาคนรอบข้างอีก หลังผ่านวันเวลาของชีวิต ผมเรียนรู้ว่า ถ้ากระทำในสิ่งที่มีเหตุผมพอ 
ก็ไม่ต้องเกรงว่าใครจะหมิ่นหยาม 

ความหวั่นไหวมักจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อเราเริ่มดูถูกตัวเองต่างหาก 
เช้าวันนี้ ผมมองดูภรรยาจัดเตรียมอาหารใส่กล่อง แค่ผัดผักบุ้งไฟแดงและปลาทูนึ่งสองตัวก็คงพออิ่มสำหรับมื้อเที่ยง 
ร่างเล็กๆนั้นเคลื่อนไหวไปทั่วทั้งบริเวณครัวอย่างกระฉับกระเฉง ทั้งๆที่เธอเองก็เพิ่งฟื้นไข้มาไม่นานนัก 

ผมพลันหวนนึกถึงแม่ วูบขึ้นมา 
เห็นภาพหญิงอ้วนวัยกลางคน ซ้อนทับอยู่กับภาพหญิงสาวร่างเล็กเบื้องหน้า แล้วน้ำใสในดวงตาผมก็ท้นเอ่อออกมา... 
มองกล่องข้าวสีขาวเบื้องหน้า ผมพลันรู้ตัวขึ้นมาทันทีว่า “กล่องข้าวสีฟ้า” ที่เคยคิดว่ามันหายไปแล้วนั้น แท้จริงมันไม่ได้หายไหนเลย 
เพียงแต่ผมค้นหามันพบช้าไปหน่อยเท่านั้นเอง..


แม่โกหกผม 8 ครั้งในชีวิต 

1. เรื่องเริ่มขึ้นตอนเมื่อผมเป็นเด็ก ๆ ผมเกิดในครอบครัวยากจน 
ครอบครัวของเราจนมากจนต้องอดข้าวบ่อย ๆ 
เมื่อไหร่ก็ตามเมื่อถึงเวลากินข้าว...แม่จะแบ่งข้าวม าให้ผมเพิ่มขึ้นอีก 
พร้อมทั้งพูดว่า"ลูกต้องกินข้าวเพิ่มขึ้นนะ...ส่วนแม ่ไม่ค่อยหิว" 
นี้เป็นครั้งแรกที่แม่โกหกผม 

2. เมื่อผมเติบโตขึ้น คุณแม่เพียรพยายามหาเวลาว่างไปตกปลาในแม่น้ำ 
เพื่อว่าผมจะได้กินอาหารที่มีประโยชน์ต่อการเจริญเติ บโตของผม 
แม่ต้มปลาที่ตกมาได้ทำเป็นซุปให้ผมกิน 
ในขณะที่ผมกินแกงต้มปลา..แม่จะนั่งข้าง ๆผม แทะกิน เศษเนื้อปลาที่ติดอยู่ตามก้างปลาหลังจากที่ผมไ ด้กินเนื้อปลาไปแล้ว 
ผมรู้สึกตื้นตันใจมาก..ผมพยายามแบ่งเนื้อปลาให้แม่ 
แต่แม่ปฎิเสธทันควันพร้อมกับกล่าวว่า "ลูกกินเถอะ...แม่ไม่ค่อยชอบกินเนื้อปลา" นี่เป็นครั้งที่ 2 ที่แม่โกหกผม 

3. เมื่อผมเรียนอยู่ชั้นมัธยม เราต้องใช้เงินเพิ่มมากขึ้น 
แม่ต้องหารายได้พิเศษด้วยการรับงานเล็ก ๆน้อยจากโรงงานมาทำที่บ้าน 
บางครั้งผมตื่นขึ้นมาตอนตี 1 หรือตี 2...ผมยังเห็นแม่กำลังทำงาน 
"แม่ครับ...นอนเถอะครับมันดึกมากแล้ว พรุ่งนี้แม่ต้องไปทำงานอีก" 
แม่ยิ้มกับผมพูดว่า "ลูกนอนต่อก่อนนะ...แม่ยังไม่เหนื่อย...นอนไม่หล ับ" 
ครั้งที่ 3 แล้วที่แม่โกหกผม 

4. ตอนเมื่อใกล้จบชั้นมัธยมผมต้องไปสอบเป็นวันสุดท้าย 
แม่อุตส่าห์หยุดงานไปเป็นเพื่อนและเพื่อเป็นกำลังใจใ ห้ผม 
มันเป็นวันที่แดดร้อนมาก ๆ...แม่ต้องรอผมอยู่หลายชม. 
เมื่อผมทำข้อสอบเสร็จ...รีบออกมาหาแม่ 
เห็นแม่ผมมีเหงื่อออกท่วมตัว.. 
แต่ท่านกลับรินน้ำเย็นที่เตรียมมาให้ผมดื่ม 
ผมเห็นแม่รู้สึกเหนื่อยและร้อนจึงขอให้แม่ดื่มน้ำก่อ น 
แม่พูดขึ้นว่า "ลูกดื่มเถอะ....แม่ยังไม่กระหายน้ำ" 
นั่นเป็นครั้งที่ 4 ที่แม่โกหกผม 

5. หลังจากที่พ่อผมล้มป่วยและเสียชีวิต 
คุณแม่ที่น่าสงสารต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อหารายได้มาจ ุนเจือครอบครัว 
แต่ก็ยังไม่ค่อยเพียงพอไม่ว่าคุณแม่จะพยายามมากขึ้นเ พียงไร 
คุณลุงที่อยู่ข้าง ๆบ้านท่านเป็นคนดี 
พยายามมาช่วยเหลือครอบครัวเราเสมอ....เช่นซ่อมแซมบ้า นที่ผุพัง..ฯลฯ 
เพื่อนบ้านเห็นครอบครัวลำบากมากก็แนะนำให้แม่แต่งงาน ใหม่ 
แต่แม่ยืนกรานไม่เห็นด้วย แม่พูดกับผมว่า 
"แม่มีลูกอยู่ทั้งคน...แม่ไม่ต้องความรักอีก" 
แม่โกหกผมเป็นครั้งที่ 5 แล้ว 

6. ในทื่สุดผมก็เรียนจบและมีงานทำ 
ผมอยากให้แม่ซึ่งตรากตรำทำงานหนักมาตลอดได้พักผ่อนบ้าง 
แต่แม่ไม่ยอม.....กลับไปตลาดทุกเช้า 
ขายผักที่หามาได้เพื่อเลี้ยงชีพทั้ง ๆที่ผมพยายามส่งเงินมาให้แม่ 
(ผมต้องไปทำงานในเมืองที่ห่างไกล) 
แม่ผมไม่ค่อยยอมรับเงินผม..บางครั้งยังส่งเงินกลับคื นให้ผมอีก 
แม่พูดกับผมว่า "แม่มีเงินพอใช้แล้ว...ลูกควรเก็บเงินไว้สร้างฐานะ" 
แม่โกหกผมเป็นครั้งที่ 6 

7. เพื่ออนาคตที่ก้าวหน้า.. 
ผมตัดสินใจเรียนต่อปริญญาโทด้วยทุนของมหาวิทยาลัยที่ม ีชื่อเสียงในอเมริกา เมื่อผมเรียนจบก็ได้งานทำที่นั่นและมีเงินเดือนค่อนข้างสูง 
เมื่อทำงานไปได้สักพัก...ผมอยากให้แม่ผมมาอยู่กับผมท ี่อเมริกา 
เพื่อว่าแม่จะได้หยุดทำงาน...พักผ่อนให้สบายในบั้นปลายของชีวิต 
แต่แม่ผมไม่อยากรบกวนผม...บอกผมว่า "แม่ไม่คุ้นเคยกับชีวิตต่างแดน" 
ครั้งที่ 7 แล้วซินะที่แม่โกหกผม 

8. เมื่อแม่แก่ตัวลงไปเรื่อย ๆ.. 
ในที่สุดแม่ก็เป็นมะเร็งและต้องเข้ารับการผ่าตัดที่โ รงพยาบาล 
ผมลางานแล้วรีบบินกลับมาหาแม่สุดที่รักทันที 
แม่ผมนอนพักฟื้นอยู่บนเตียงเมื่อผมไปถึง 
น้ำตาผมไหลอาบแก้มเมื่อเห็นแม่ซึ่งผ่ายผอมและดูทรุดโ ทรมลงอย่างมาก 
แม่รู้สึกดีใจมากที่เห็นผม....พยายามยิ้มอย่างสดชื่น ด้วยความลำบาก 
ผมรู้ดีว่าแม่ได้ฝืนความเจ็บปวดรวดร้าวอย่างสุดฝืน 
จากโรคมะเร็งร้ายที่ลามไปทั่วทั้งตัว 
ผมโอบกอดแม่พร้อมกับร้องไห้ด้วยความสงสาร 
หัวใจผมในขณะนั้นเศร้าหมองและเจ็บปวดอย่างที่สุด 
แม่พยายามปลอบผมด้วยเสียงที่แหบพร่าและสั่นเครือ 
"ลูกรักของแม่...เห็นหน้าลูกแม่ไม่รู้สึกเจ็บแล้ ว" 
นี่เป็นครั้งที่ 8 ที่แม่โกหก 
และเป็นครั้งสุดท้ายในชีวิตของแม่ที่โกหกผม 

แม่ที่ผมรักและบูชามาตลอดชีวิตได้ปิดตาลงและจากผมไปอย่างไม่มีวันกลับ หลังจากที่เธอกล่าวคำโกหกครั้งที่ 8 จบลง......... 

แปลและเรียบเรียงจาก English Forward Mail -"mother's 8 lies" 
Share |
เมื่อวันที่ : 2011-08-11 | อ่าน : 1220 ครั้ง | ความเห็น : 0 ความเห็น
ชื่อผู้แสดงความคิดเห็น
รายละเอียด
108บล็อกเกอร์
บล็อกที่แสนจะเต็มไปด้วยชีวิตชีวา