108health.com : สุขภาพ ผู้หญิง การลดน้ำหนัก อาหารเพื่อสุขภาพ แฟชั่น ครอบครัว ท่องเที่ยว
  สมัครสมาชิก | เข้าสู่ระบบ  
 
คลิปวีดีโอ คลิปวีดีโอ ฟังวิทยุ ฟังวิทยุ โปรโมชั่นแนะนำ โปรโมชั่นแนะนำ Blog Blog gallery gallery เกี่ยวกับเรา เกี่ยวกับเรา
      หน้าแรก » บล็อกความสวย ความงามและการดูแลสุขภาพ
บล็อก <?=ความสวย ความงามและการดูแลสุขภาพ?> บล็อกความสวย ความงามและการดูแลสุขภาพ
บล็อกนี้จะเกี่ยวกับการดูแลผิวพรรณ ดูแลตนเองและเทคนิคการแต่งหน้า ดูแลสุขภาพ
ปรับปรุงล่าสุด : 2011-12-22
โดย : วชิราพร ระเบียบดี | จำนวนบทความ : 99 บทความ | หมวด : มิตรสหาย
ความรู้เรื่องวิตามินซี
บทความ สุขภาพดีด้วยวิตามินซีธรรมชาติจากผลไม้ ถ้าจะถามว่าอาหารทางธรรมชาติที่ให้วิตามินซีกับร่างกายของเรามีอะไรบ้าง ? หลายคนคงพร้อมใจกันตอบว่า ?ส้ม? ก่อนเป็นอันดับแรก บางบ้านแทบจะซื้อส้มติดไว้ในครัวเสมอ ด้วยความหวังว่าเมื่อมีส้มติดไว้ที่บ้านลูกหลานได้ทานทุกวันคงจะช่วยป้องกันโรคที่เกิดจากการขาดวิตามินซี คือ โรคลักปิดลักเปิด หรือเลือดออกตามไรฟันได้ แต่เมื่อยามส้มมีราคาแพง เพราะอยู่นอกฤดูกาล เราก็น่าจะหันไปพึ่งผลไม้อื่นๆ บ้าง ซึ่งนอกจากส้มแล้ว ยังมีผลไม้อีกหลายชนิดที่ให้วิตามินซีทางธรรมชาติสูงยิ่งกว่าส้มเสียอีก วิตามินซีปรากฏอยู่ทั่วไปในอาหารธรรมชาติแต่แหล่งที่มีมากคือ ผักสดและผลไม้ต่างๆ ผลไม้สุกจะมีวิตามินมากกว่าผลไม้ดิบ ผักผลไม้ที่มีราคาถูกอาจจะให้คุณค่าทางวิตามินซีเท่าเทียมกับผักผลไม้ที่มีราคาแพง ผลไม้เปรี้ยวสุดอาจมีวิตามินซีน้อยกว่าผลไม้ที่เปรี้ยวปานกลางก็เป็นไปได้ คนไทยโชคดีที่มีผลไม้อยู่มากมาย ล้วนให้คุณประโยชน์ทางโภชนาการต่อร่างกาย ผลไม้พื้นบ้านของไทยที่ไม่ค่อยมีใครคิดถึงในแง่ที่ให้คุณค่าทางวิตามินซีก็คือ มะขามป้อม มะขามเทศ และฝรั่ง ฯลฯ เมื่อเทียบต่อหนึ่งหน่วยน้ำหนัก มะขามป้อมมีวิตามินซีสูงกว่าส้มเขียวหนาวหลายเท่า ส้มเขียวหนาวหนัก ๑๐๐ กรัม มีวิตามินซีเพียง ๒๐ มิลลิกรัม ในขณะที่มะขามมีวิตามินซีสูงถึง ๖๐๐ มิลลิกรัม นับเป็นผลไม้ไทยที่ให้วิตามินสูงสุด มะขามป้อมเพียงผลเดียวก็ให้วิตามินซีมากเพียงพอแล้ว ส่วนฝรั่งและมะขามเทศมีวิตามินซีเป็น ๕ เท่าของส้มเขียวหนาว ถ้าเราจะมีต้นมะขามปลูกไว้ในบ้านเป็นร่มเงาซักต้น แทบไม่ต้องทะนุบำรุงอะไรเลย ถึงเวลาฤดูกาลก็ให้ดอกให้ผลไม่ก็สามารถเก็บมารับประทานได้ สมาชิกในบ้านก็เพลิดเพลินและเต็มใจเก็บกินเอง ทำให้ได้รับคุณประโยชน์ทางโภชนาการไม่รู้ตัว แม้มะละกอที่รู้กันว่ามีวิตามินเอสูง น้อยคนจะตระหนักว่ามะละกอมีวิตามินซีถึงสี่เท่าของส้มเขียวหนาว มีมะละกอเพียงผลเดียวก็แบ่งกันกินพอทั้งบ้าน นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเมื่อมาถึงเมืองไทยยังต้องเปลี่ยนใจจากการดื่มน้ำส้มในตอนเช้า เรียกหามะละกอไทยแทน ซึ่งมีรสชาติอร่อยกว่ามะละกอผลเล็กเหลืองซีดที่หากินได้ในอเมริกาหลายเท่า ปริมาณวิตามินซีในผลไม้ ๑๐๐ กรัม ผลไม้ หน่วยมิลลิกรัม ผลไม้ หน่วยมิลลิกรัม ฝักมันแกว ๑,๐๕๖ มะขามป้อม ๖๐๐ มะม่วงหิมพานต์ ๑๙๗ มะขามสุก ๑๓๓ มะขามเทศ ๑๓๓ ฝรั่ง ๑๐๔ - ๑๒๖ มะละกอ ๘๙ ส้มโอ ๕๘ น้ำส้ม น้ำมะนาว ๕๒ มะม่วงสุก ๔๗ น้อยหน่า ๔๗ ทุเรียน ๔๑ ลางสาด ๓๖ มะเฟือง ๓๕ พุทรา ๒๕ ชมพู่ ๒๒ ส้มเขียวหนาว ๒๐ สัปปะรด ๑๗ ทับทิม ๗ กล้วยน้ำว้า ๑๒ ลำไย ๖ แตงโม ๖ มะยม ๔ ขนุน ๔ องุ่น ๔ แอปเปิ้ล ๓ ตารางที่ให้ไว้แสดงปริมาณวิตามินซีในผลไม้ ๑๐๐ กรัม เมื่อเปรียบเทียบกับปริมาณในส้มเขียวหนาว ก็จะทราบว่าผลไม้แต่ละชนิดมีวิตามินซีสูงหรือไม่ ทั้งช่วยให้คาดคะเนได้ว่าต้องกินมากน้อยเพียงใดจึงจะได้รับวิตามินซีเพียงพอ เป็นต้นว่าเมื่อต้องกินส้มเขียวหนาวผลเล็กหนึ่งผล (ส้มเขียวหนาวส่วนใหญ่จะหนักราวๆ ๑ขีด) สามารถแทนการต้องทานแอปเปิ้ลประมาณ ๖ ผล ถ้าต้องทานน้อยหน่า ๑ ผล ถ้าไม่ชอบเราก็สามารถทานฝรั่งเพียงครึ่งผลซึ่งให้ปริมาณของวิตามินซีเทียบเท่ากับที่น้อยหน่าให้ได้ น่าสังเกตว่าแม้วิตามินซีจะเป็นกรด ชื่อเป็นทางการคือ กรดแอสคอร์บิก (Ascorbic Acid) รสเปรี้ยวมิได้แสดงว่ามีวิตามินซีสูง เช่น มะยม มีวิตามินซีเพียง ๔ มิลลิกรัมเท่านั้น ผลไม้แพงๆ อย่างแอปเปิ้ลและองุ่นที่เราๆ มักเข้าใจผิดกันว่ามีวิตามินซีสูงนั้น กลับมีวิตามินซีน้อยกว่าผลไม้พื้นเมืองของไทยอยู่มาก ถ้าจะตั้งใจทานองุ่นให้ได้วิตามินเพียงพอกับที่ร่างกายต้อง ก็คงต้องตั้งหน้าตั้งตาทานให้ครบ ๑ กิโลกรัม ซึ่งก็เป็นไปได้ยาก เพราะคงจะเบื่อไปก่อน เราควรจะมีวิธีเลือกกินผลไม้ที่มีวิตามินซีสูงและถูกต้องตามหลักโภชนาการ และถ้าจะให้ดี ต้องทานผลไม้ตามฤดูกาล เพราะผลไม้ในฤดูนั้นๆ จะออกดอกออกผลตามธรรมชาติ สามารถหาซื้อได้ง่าย และมีราคาถูก ผักผลไม้แต่ละชนิดมีส่วนประกอบแตกต่างกัน ประโยชน์ของผักแต่ละชนิดจึงขึ้นอยู่กับปริมาณสารอาหารที่มีอยู่ ถ้ามีมากก็มีประโยชน์มาก หากมีน้อยประโยชน์ก็ย่อมด้อยลงไปตามลำดับอย่างไรก็ตาม ผักทุกชนิดมีเซลลูโลสซึ่งเป็นโครงสร้างของผักที่เปลือก ใบ และก้านของผัก ร่างกายของคนเราไม่สามารถย่อยเซลลูโลสได้จึงเหลือเป็นกาก ซึ่งช่วยกระตุ้นให้ลำไส้ใหญ่บีบตัวเป็นประโยชน์ในการขับถ่าย หรือเรียกว่าช่วยระบายท้อง เพื่อป้องกันท้องผูกจึงควรกินผักทุกมื้อ ผู้ที่ไม่กินผักหรือผลไม้มักขาดวิตามินเอและซี เนื่องจากเราต้องพึ่งวิตามินทั้งสองชนิดจากผักหรือผลไม้ จึงใคร่เน้นความสำคัญของวิตามินชนิดนี้เป็นพิเศษ วิตามินซีมีมากในผักสดแทบทุกชนิด มีความจำเป็นสำหรับสุขภาพของเหงือกและฟัน การขาดวิตามินซีจึงทำให้เลือดออกตามไรฟัน วิตามินซีมีมากในผักใบเขียว พริกหยวก มะรุม ดอกกะหล่ำ กะหล่ำปลี และมะเขือเทศ ในขณะที่พืชกำลังเติบโตจะสังเคราะห์วิตามินซีขึ้น วิตามินซีจึงมีอยู่ในผักที่กำลังงอก เช่น ถั่วงอก และมีมากในส่วนยอดของผัก เช่น ยอดมะม่วง ยอดกระถิน และยอดแค มีในใบอ่อนมากกว่าใบแก่ นอกจากนั้นวิตามินซีในผักอยู่ที่ใบมากกว่าก้าน เช่นก้านคะน้ากรอบกว่าใบ แต่ให้วิตามินซีน้อยกว่าประมาณสิบเท่าของใบผัก แสงสว่างก็ผลต่อปริมาณวิตามินซีในผัก มะเขือเทศที่ถูกแดดมีวิตามินซีมากกว่าที่ปลูกไว้ในร่มหรือไม่ได้ค้ำไว้ปล่อยให้ใบคลุมลูก ปริมาณวิตามินซีในผัก ๑๐๐ กรัม ผัก หน่วยมิลลิกรัม ผัก หน่วยมิลลิกรัม มะรุม 223 พริกหยวกแดง 195 ผักชี 193 ใบมะระจีน 169 ผักขมสวน 173 ผักคะน้า (ใบ) 152 ยอดมะละกอ 140 พริกหยวกเขียว 122 ผักกาดเขียว 102 ผักบุ้ง 59 ผักชะอม 58 ถั่วลันเตา 77 ผักและผลไม้เป็นแหล่งของวิตามินซีที่สำคัญ ผักที่เก็บมาใหม่ๆ จะมีรสชาติดี หวานกรอบ และมีคุณค่าทางโภชนาการสูง เมื่อเก็บไว้นานจะมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นหลายอย่าง ทำให้รสชาติและคุณค่าด้อยลง วิตามินซีจะถูกทำลายได้ง่ายด้วยความร้อน ความชื้น และแสง ดังนั้นการถนอมอาหาร เช่น ตากแห้ง ขัด ล้างให้ดูสะอาดสวยงาม การกวน การเชื่อม และการปรุงอาหารตามกรรมวิธีปกติ ทำให้วิตามินซีเสียไปได้ เนื่องจากวิตามินซีละลายน้ำได้ง่าย และสลายตัวได้ง่ายที่สุดเมื่อตั้งทิ้งไว้ในอากาศ ถูกแสงสว่างหรือความร้อน ดังนั้น เพื่อสงวนวิตามินซีไว้ให้มากที่สุดควรเก็บผัก สดหรือผลไม้สดไว้ในที่เย็นหรือตู้เย็นถ้ายังไม่รับประทานทันที และควรกินผลไม้สดเพราะมีวิตามินซีมากกว่าผลไม้เชื่อมกวน ตากแห้ง หรือหุงต้มด้วยวิธีอื่น ในการหั่นผักผลไม้ คนไทยนิยมหั่น ตัด หรือสับ ให้เป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ซึ่งเป็นการเพิ่มผิวหน้าที่ถูกอากาศ ทำให้สูญเสียวิตามินซีได้ หรือการหั่นแล้วแช่น้ำทิ้งไว้ จะทำให้เสียวิตามินซีได้มากเช่นกัน ควรใส่น้ำที่ใช้หุงต้มแต่น้อย ใช้ไฟแรง เวลาสั้นและไม่ควรเทน้ำที่ใช้หุงต้มทิ้ง การผัดผักแบบไทย คือใช้น้ำมันเพียงเล็กน้อย รอให้น้ำมันร้อนจัดแล้วจึงใส่ผักที่หั่นลงไปผัดเพียงชั่วครู่ก็ตักขึ้นตั้งแต่ผักยังกรอบ ไม่ทำให้สูญเสียวิตามินซีมากนัก เพราะใช้ระยะเวลาสั้นมาก ไม่ได้ใส่น้ำ หรือใส่น้ำเพียงเล็กน้อยและมิได้เทน้ำทิ้ง ก็จะทำให้รักษาคุณค่าทางอาหารของวิตามินซีไว้ได้มากทีเดียว วิตามินซีมีความสำคัญอย่างไร ?.. วิตามินเป็นสารอาหารที่สำคัญ ถ้าร่างกายขาดวิตามินสุขภาพก็จะเสื่อมลง โดยเฉพาะวิติมนซีซึ่งมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า แอสคอร์บิก แอซิด ได้รับความนิยมสูงสุดในบรรดาวิตามินต่างๆ เพราะมีประโยชน์หลายด้าน ปัจจุบันวิตามินซีได้เปลี่ยนบทบาทจากวิตามินที่ใช้เพียงป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟัน กลายมาป็นวิตามินที่ใช้ป้องกันและรักษาโรคหวัดได้ โดยเสริมภูมิต้านทานของร่างกาย ช่วยกระตุ้นกระบวนการทำลายเชื้อโรคของเม็ดเลือดขาว ช่วยทำให้เซลล์ร่างกายยึดติดกันดี จึงป้องกันไวรัสที่จะทำลายเซลล์ และยังช่วยฟื้นฟูเซลล์ที่ถูกไวรัสทำลายไป เป็นผลให้หายจากโรคหวัดได้ ผู้ที่สูบบุหรี่ มีความเครียด หรือใช้ยาคุมกำเนิด จะมีภูมิต้านทานลดลง ถ้าใช้วิตามินซีด้วย ภูมิต้านทานจะกลับมาเหมือนเดิมได้ นอกจากนี้วิตามินซียังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของยาปฏิชีวนะให้ทำลายแบคทีเรียได้ดีขึ้น ช่วยต่อต้านการเกิดมะเร็ง ช่วยป้องกันและต้านทานโรคหรือทำให้ร่างกายแข็งแรงและเติบโต รวมทั้งความกดดันต่างๆ และภาวะเครียด ช่วยทำลายพิษของสารต่างๆ ปัจจุบันนี้มีผู้นำ วิตามินซีไปใช้คู่กับวิตามินอี ในปริมาณสูงมาก (20 กรัม) เพื่อช่วยรักษาและป้องกันมะเร็ง วิตามินซีเป็นสารประเภทแอนตี้ออกซิแดนท์ จึงสามารถป้องกันเซลล์ของร่างกายจากอนุมูลอิสระ และยังสามารถช่วยฟื้นฟูเซลล์มะเร็งให้กลับเป็นเซลล์ปกติธรรมดาได้อีกด้วย ช่วยด้านกระดูกในร่างกาย วิตามินซีจำเป็นสำหรับการสร้างสารคอลลาเจน ซึ่งช่วยยึดเซลล์เข้าด้วยกันคอลลาเจนเป็นสารพื้นฐานในเซลล์ทุกเซลล์ไม่ว่าจะเป็นเซลล์ของเส้นเลือดฝอย กระดูกฟัน หรือ เนื้อเยื่อเกี่ยวพัน ในสัตว์ทดลองที่ขาดวิตามินซี จะไม่มีการสร้างคอลลอเจน และคอลลาเจนที่มีอยู่เดิมจะค่อยๆ หายไป ทำให้เนื้อเยื่อต่างๆ แฟบหรือยุบตัวลง ถ้าเป็นเซลล์ ของกระดูกและฟัน จะทำให้แคลเซียมมาจับเกาะไม่เต็มที่ กระดูกจะไม่เจริญ และฟันจะรวนเพราะมีสารพวกซีเมนต์ที่จะยึดฟันไว้ไม่พอ ถ้าเป็นเซลล์ที่ผนังของเส้นเลือดฝอย จะทำให้เส้นเลือดขาดง่าย และเลือดไหลไม่หยุด โปรตีนในร่างกายประมาณ ๓๐ % เกิดจากการรวมตัวของคอลลาเจนกระดูกก็สร้างขึ้นจากคอลลาเจนเช่นกัน โดยวิตามินซีทำให้กระดูกเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา ช่วยให้ระบบหัวใจและหลอดเลือดดีขึ้น และช่วยลดไขมันในเลือด ซึ่งมีการเกี่ยวข้องกับปฏิกิริยาการใช้ออกซิเจนทุกชนิดในร่างกาย เพราะกรดดีไฮโดรแอสคอร์บิกทำหน้าที่เป็นตัวรับไฮโดรเจน ดังนั้นวิตามินนี้จึงช่วยควบคุมระบบการ ทำงานของเอนไซม์ต่างๆ ในเซลล์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับการหายใจ และในการเผาผลาญสารอาหารวิตามินซีช่วยในการเปลี่ยนคอเลสเตอรอลให้เป็นกรดน้ำดีที่ตับแล้วกำจัดทิ้งไป จึงช่วยให้คนที่ทีคอเลสเตอรอลสูง เมื่อรับประทานวิตามินซีแล้วคอเลสเตอรอลจะลดลงจนเข้าระดับปกติในช่วงระยะเวลา ๓ สัปดาห์ขึ้นไป นอกจากนั้นยังช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคเส้นเลือดหัวใจตีบตันอีกด้วย ช่วยรักษาและแก้อาการท้องผูก รวมทั้งแก้ปัญหาการมีบุตรยากซึ่งมีสาเหตุประมาณหนึ่งในสามของการมีบุตรยาก ปริมาณที่แนะนำให้รับประทาน กองโภชนาการ กรมอนามัยแนะนำว่าคนไทยผู้ใหญ่ทั้งหญิงและชายควรรับประทานวิตามินซี วันละ ๓๐ มิลลิกรัม วิตามินซีจำนวนนี้เชื่อว่าเพียงพอสำหรับป้องกัน โรคเลือดออกตามไรฟันในคนผู้ใหญ่ได้และเพียงพอสำหรับการทำงานอย่างอื่นของวิตามินซีเช่น การรักษาบาดแผล การทำงานของเอนไซม์ การต้านทานภาวะเครียดต่างๆ (เป็นต้นว่า ถูกพิษบัคเตรี หรือเมื่ออากาศหนาวเย็น) สำหรับหญิงมีครรภ์และแม่ลูกอ่อนแนะนำให้รับประทานวิตามินซีวันละ ๕๐ มิลลิกรัม ทารกและเด็กชายหญิงชายอายุต่ำ กว่า ๙ ปี แนะนำวันละ ๒๐ มิลลิกรัม ส่วนเด็กอายุสูงกว่า ๙ ปี แนะนำ ๓๐ มิลลิกรัมเท่าคนผู้ใหญ่ ผลของการกินน้อยไป ในร่างกายของคนจะมีวิตามินซีได้มากที่สุดไม่เกิน ๕ กรัม วิตามินซีประมาณ ๒๐๐ มิลลิกรัม อยู่ในของเหลวที่อยู่นอกเซลล์ ส่วนที่เหลืออยู่ตามต่อมและเซลล์ต่างๆ ทั่วร่างกาย ในบรรดาต่อมไม่มีท่อนั้น ต่อมหมวกไตชั้นนอกมีวิตามินซีมากที่สุดคือ ประมาณ ๓๐ มิลลิกรัม ถ้าร่างกายมีวิตามินซีอยู่อิ่มตัว เลือด ๑๐๐ ลูกบาศก์เซนติเมตร จะมีวิตามินนี้ไม่น้อยกว่า ๑-๑.๔มิลลิกรัม วิตามินซีอยู่ในเม็ดเลือดมากกว่าในน้ำเลือดปริมาณวิตามิน ซีในเลือดเปลี่ยนตามฤดูกาลและความอุดมสมบูรณ์ของอาหาร ในฤดูที่ผักสดและผลไม้สดหายาก เลือด ๑๐๐ ลูกบาศก์เซนติเมตรมีวิตามินนี้เพียง ๐.๑ -๑.๓ มิลลิกรัมเท่านั้น ส่วนในฤดูที่ผักผลไม้สดหาง่าย อาจสูงถึง ๒๐-๔๐ มิลลิกรัม ถ้ากินอาหารที่ขาดวิตามินซีหรือวิตามินซีต่ำปริมาณวิตามินซีในเลือดจะค่อยๆ ลดลงและลดต่ำเป็นเวลานานก่อนที่ร่างกายจะแสดงอาการขาดวิตามินซี ศัลยแพทย์ ชาวอเมริกันผู้หนึ่งได้ทดลองกินอาหารที่ไม่มีวิตามินซีเป็นเวลานานถึง ๖ เดือน และในอังกฤษมีผู้ทดลองให้อาสาสมัครประมาณ ๒๐ คน กินอาหารที่ขาดวิตามินซีเป็นเวลา นาน ปรากฏว่าวิตามินซีในเลือดอาจลดต่ำใกล้ได้ เป็นเวลานาน ๓ - ๔ เดือน จึงจะปรากฏอาการของโรค ส่วนในหนูตะเภาที่เพิ่งหย่านมจะปรากฏอาการของโรคภายใน ๒ สัปดาห์ จากสถิติที่รวบรวมไว้ แพทย์พบว่า ประมาณสองในสามของผู้ที่ขาดวิตามินซีมักเป็นโรคโลหิตจาง ขาดวิตามินเอ และบางที่ก็ขาดโปรตีนด้วย สาเหตุเนื่องมาจาก กินผักและผลไม้สดไม่พอการตรวจเลือดหาปริมาณวิตามินซีจะช่วยบอกได้ว่า ร่างกายได้รับวิตามินซีพอหรือไม่ ผลของการกินมากไป วิตามินซีเป็นวิตามินที่ละลายน้ำ ร่างกายเก็บสะสมได้จำกัด (ไม่เกิน ๕ กรัม) ถ้ากินมาก ส่วนเกินจะขับออกทางปัสสาวะมีผู้ทดลองกินวิตามินซีวันละ ๖๐ กรัม ปรากฏ ว่าเลือดจะมีวิตะนี้อิ่มตัว คือถึงจะให้กินมากกว่านี้ ก็ไม่ทำให้เลือดมีวิตามินสูงขึ้น เท่าที่ทราบกันในปัจจุบันนี้ การกินวิตามินซีมากเกินไปไม่ปรากฏโทษ แต่มีนักวิทยาศาสตร์ บางท่านที่ไม่เห็นด้วยเพราะมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์แสดงว่า การกินสารอาหารบางอย่างมากเกินไปมักให้โทษแก่ร่างกาย แม้แต่น้ำซึ่งเป็นสารที่มีอันตรายน้อยที่สุด ถ้ากินมากไปยังให้โทษ คือไปทำให้ดุลของน้ำในร่างกายผิดไป เกิดโรคภัยไข้เจ็บได้ ดังนั้น วิตามินซีซึ่งเป็นสารเคมีที่มีโมเลกุลซับซ้อนกว่าน้ำและมีฤทธิ์เป็นกรด ถ้ากินมากไปก็ น่าจะให้โทษแก่ร่างกายเหมือนกัน สำหรับเรื่องนี้ต้องค้นคว้าละเอียดอีกต่อไปก่อนจะสรุปผลแน่นอนออกมา ปัจจุบันนี้มีผู้เชื่อกันว่า ถ้ากินวิตามินซีวันละ ๑๐๐ - ๒๐๐ มิลลิกรัม จะช่วยป้องกันและรักษาหวัดได้ อย่างไรก็ตาม การใช้วิตามินซีจำนวนมากในเรื่องนี้ยังไม่ปรากฏ หลักฐานมากและกว้างขวางพอจะชี้ขาดว่า ควรรับประทานวิตามินซีมากน้อยเท่าใดจึงจะช่วยป้องกันหวัดได้ดีที่สุด เมื่อทราบถึงคุณประโยชน์ของวิตามินซีที่ให้คุณค่าต่อร่างกายของเราอย่างมากมายแล้ว ผู้ต้องการมีสุขภาพดี ร่างกายแข็งแรงสามารถต่อต้านโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ได้และมีจิตใจสดชื่นแจ่มใส กระปรี้กระเปร่าอยู่เสมอ พืชผักผลไม้ที่รอบตัวท่านล้วนให้คุณค่าทางวิตามินซี ท่านสามารถเลือกทานอาหารที่มีวิตามินซีทางธรรมชาติได้เป็นประจำ เพราะผักและผลไม้ไทยราคาไม่แพงและมีให้ทานตลอดทั้งปี
Share |
เมื่อวันที่ : 2011-08-10 | อ่าน : 957 ครั้ง | ความเห็น : 0 ความเห็น
ชื่อผู้แสดงความคิดเห็น
รายละเอียด
108บล็อกเกอร์
บล็อกที่แสนจะเต็มไปด้วยชีวิตชีวา