108health.com : สุขภาพ ผู้หญิง การลดน้ำหนัก อาหารเพื่อสุขภาพ แฟชั่น ครอบครัว ท่องเที่ยว
  สมัครสมาชิก | เข้าสู่ระบบ  
 
คลิปวีดีโอ คลิปวีดีโอ ฟังวิทยุ ฟังวิทยุ โปรโมชั่นแนะนำ โปรโมชั่นแนะนำ Blog Blog gallery gallery เกี่ยวกับเรา เกี่ยวกับเรา
      หน้าแรก » บล็อกสวยแบบมีกึ๋น รู้เรื่องสมุนไพรไทย
บล็อก <?=สวยแบบมีกึ๋น รู้เรื่องสมุนไพรไทย?> บล็อกสวยแบบมีกึ๋น รู้เรื่องสมุนไพรไทย
สำหรับสาวๆที่ชอบเรียนรู้ในเรื่องความสวยความงามและสุขภาพจากสมุนไพรค่ะ สวยทั้งภายในภายนอก
ปรับปรุงล่าสุด : 2014-02-10
โดย : วชิราพร ระเบียบดี | จำนวนบทความ : 261 บทความ | หมวด : Beauty tips.
การทำดีท๊อกตับ และ แก้ปัญหาผิวพรรณ สิว ภูมิแพ้
การทำดีท้อกตับ แก้ปัญหาผิวพรรณ สิว ภูมิแพ้
 
อีกทางเลือกหนึ่งสำหรับคนที่ต้องการดีท้อกตับ  คงรู้ใช่ไหมคะ ว่าตับของเราทำงานหนักขนาดไหนในแต่ละวัน แล้ว อายุของพวกเราก็ไม่ใช่น้อย  ๆ แล้ว ตับที่กรองของเสีย ยังไม่เคยได้ทำความสะอาดเลยใช่ไหม คิดดีสิคะ ว่าถ้าเราได้ทำความสะอาดตับ เครื่องในของเรา ซึ่งเหมือนกันเครื่องรถจะทำงานได้ดีและมีประสิทธิภาพขนาดไหน สนใจกันแล้วใช่ไหม อ่านข้างล่างนะคะ
การทำดีท็อกตับ
การล้างพิษตับอ่อนช่วยในการขับถ่ายซึ่งเป็นตัวหลักของสุขภาพทั้งหลาย หลังจากการทำดีท็อกตับอ่อนอาการแพ้ทางผิวหนังจะหายไป ทั้งยังช่วยการให้อาการปวดหลัง หัวไหลและแขนท่อนบนบรรเทา
ควรล้างทำความสะอาดตับปีละสองครั้ง
ขั้นตอนในการเตรียมตัว
• กินยาถ่ายพยาธิประมาณหนึ่งอาทิตย์ก่อนการทำดีท๊อก
•  ความสะอาดช่องปากและฟันให้สะอาดเพื่อขจัดแบคทีเรียในช่องปาก
•  ก่อนทำซัก สามสี่วันควรทานผักและผลไม้ให้เยอะที่สุด หลีกเลี่ยงเนื่อสัตว์ นม และอาหารจำพวกแป้งเพื่อช่วยในการดีท้อกสำไส้
•  ดื่มน้ำแอ๊ปเปิ้ลให้ได้วันละลิตร อย่างน้อยสามวันก่อนทำ เพราะน้ำแอ๊ปเปิ้ลจะช่วยให้ก้อนนิ่วสลายดียิ่งขึ้น
สูตรในการทำดีท๊อก
•  น้ำมันมะกอกบริสุทธิ์สำหรับใช้ปรุงอาหาร  250มิลลิลิตร
•  มะนาว สามลูกใหญ่ ๆ
•  ดีเกลือ 4  ช้อนโต๊ะ
ขั้นตอนในการทำดีท็อก
เลือกวันที่จะทำเช่นวันเสาร์หรือวันก่อนวันหยุดทำงานซึ่งเราจะได้พักผ่อนได้อย่างเต็มที่หลังจากการทำดีท็อก
ห้ามทานยา วิตะมินก่อนวันที่จะทำ ทานอาหารที่ไม่มีไขมันทั้งอาหารเช้าและมื้อเที่ยงเช่น cereal กับผลไม้ น้ำผลไม้ ขนมปัง หรือน้ำผึ่ง ห้ามทานอาหารจำพวกเนยและนมทุกชนิด สามารถทานผักและมันฝรั่งอบกับเกลือได้
14.00น. ห้ามดื่มหรือทานอาหารหลัง บ่ายสองโมง
เตรียมดีเกลือ 4  ข้อนโต๊ะ ผสมกับน้ำสะอาดสามแก้วแล้วใส่ไว้ในเหยือกแล้วแช่เย็น ส่วนผสมนี้สามารถทานได้ สี่ครั้งจำนวนเท่าๆ กัน. (คุณสามารถใช้น้ำเกรปฟร๊กคั้นสดหรือน้ำแอปเปิ้ลคั้นสด ๆ แทนน้ำได้
18 . 00น .ดื่มน้ำที่แช่ไว้ในตู้เย็นหนึ่งส่วน คุณสามารถดื่มน้ำตามได้นิดหน่อยหลังดื่มดีเกลือ หรือสามารถบ้วนปากได้ แล้วเตรียมน้ำน้ำมันมะกอกและน้ำส้มสีทับทิมไว้
20. 00น.  ดื่มดีเกลือที่แช่เย็นไว้อีกครั้งหนึ่ง อย่าลืมว่าห้ามทานอาหารอย่างอื่นนอกเหนือจากรายการที่กล่าวไว้ข้างต้นเด็ดขาด  แล้วเข้าห้องน้ำถ่ายให้เรียบร้อยอย่าให้เกิน  10นาที
21.45น. รินน้ำมันมะกอกครึ่งถ้วยตวงใส่ในเหยือกแล้วคั้นเกรฟฟรุ๊ตให้ได้ประมาณครึ่งถ้วยตวงหรือมากกว่านั้นและตักเอาเมล็ดออกด้วยส้อม ผสมน้ำเกรฟฟรุ๊ตที่คั้นมากับน้ำมันมะกอกแล้วปิดฝาเหยือกให้แน่นและเขย่าจนเป็นเนื้อเดียวกัน  หลังจากนั้นก็ไปถ่ายอีกครั้งหนึ่งหรือมากกว่านั้น แต่อย่าให้นานเกิน 15นาที
.
 
22.00น  ดื่มเครื่องดื่มที่ผสมไว้ทั้งหมด ควรใช้หลอดดูดเพื่อให้ส่วนผสมซึมเข้าไปในร่างกายอย่างช้า ๆ  อย่าบ้วนทิ้งถึงแม้ว่าคุณรู้สึกคลื่นเหียนอาเจียนเป็นอันขาดและอื่มให้หมดภายในเวลา  5นาที แล้วรีบไปนอนหงายที่เตียงนอนทันทีและให้นอนให้หัวสูงยิ่งไปนอนเหยียดให้เร็วเท่าไหร่ ก้อนนิ่วจะยิ่งออกมาเยอะเท่านั้น
นอนนิ่ง ๆ ประมาณ 20นาที แล้วก็นอนหลับตามปกติ
เคล็บลับ วิธีปกป้องผิวหน้าจากริ้วรอย
          วันนี้เรามีเคล็ดลับดีๆ กับวิธีปกป้องผิวหน้าจากริ้วรอยมาฝากกันด้วยค่ะ ก่อนที่ริ้วรอยจะถามหาเราควรจะปกป้องผิวสวยๆ ของคุณกันก่อนที่จะสายเกินไปนะค่ะและ วิธีปกป้องผิวหน้าจากริ้วรอย ที่เรานำมาฝากก็ถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งเคล็ดลับความงามที่จะช่วยปกป้องผิวพรรณของคุณได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียวล่ะค่ะ คุณพร้อมที่จะฟังเคล็ดลับ วิธีปกป้องผิวหน้าจากริ้วรอย ของเรากันแล้วรึยังค่ะ ถ้าพร้อมแล้วเราก็มาดูเคล็ดลับวิธีปกป้องผิวหน้าจากริ้วรอยกันเลย มาก่อนก็ได้ปกป้องผิวจากริ้วรอยกันก่อนนะจ๊ะ แต่ถ้าหากว่ามาช้าริ้วรอยมาถามหากันก่อนวัยก็ถือว่าช่วยไม่ได้นะค่ะ
10เคล็บลับ วิธีปกป้องผิวหน้าจากริ้วรอย
1. ปกป้องผิวพรรณจากแสงแดด
รังสียูวีเอและยูวีบีจากแสงแดดเป็นตัวการสำคัญทำให้เกิดริ้วรอยยิ่งแดดแรงๆ ก็ยิ่งต้องเลี่ยง หรือถ้ามีเหตุต้องปะทะแดดก็ควรชโลมครีมกันแดดเข้าไป นอกจากจะป้องกันผิวไม่ให้ไหม้แดดสาเหตุที่ทำให้เกิดริ้วรอยแล้วยังป้องกันมะเร็งผิวหนังไปในตัวอีกด้วย
2. สวมแว่นกันแดด
เพื่อปกป้องผิวรอบดวงตาจากรังสีอัลตราไวโอเลตและช่วยลดอาการหรี่ตาย่นคิ้วอันเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดรอยตีนกาได้ง่ายๆ
3. ไม่สูบบุหรี่
การสูบบุหรี่ทำให้ออกซิเจนไม่สามารถไปหล่อเลี้ยงผิวพรรณได้เต็มที่และเพียงพอทำให้เซลล์ผิวหนังไม่สดใสและส่งผลให้เกิดเซลล์ใหม่ล่าช้าเร่งให้เกิดริ้วรอยบนใบหน้าเร็วขึ้น ที่สำคัญคือรอยย่นเล็ก ๆ บริเวณริมฝีปาก
4. รักษาความสะอาดอย่างล้ำลึก
หลังจากเสร็จสิ้นจากภารกิจประจำวันอย่าลืมล้างหน้าให้สะอาดหมดจดห้ามขี้เกียจผัดคืนเป็นรุ่งเด็ดขาด โดยเฉพาะสาวที่เมคอัพเป็นประจำ โดยก่อนล้างหน้าต้องใช้ครีมเช็ดคราบเครื่องสำอางให้หมดก่อนเสมอแล้วจึงล้างด้วยสบู่ล้างหน้าที่เหมาะกับสภาพผิวเพื่อขจัดสิ่งสกปรกและเซลล์ผิวที่ตายแล้วให้หลุดลอกออกไป
5. ให้ความชุ่มชื่นแก่ผิว
คืนความชุ่มชื่นให้ผิวด้วยการใช้ไนท์ครีมก่อนนอนทุกคืนและเติมกำลังเสริมด้วยการมาสก์หน้าทิ้งไว้ 5-10นาทีอาทิตย์ละครั้ง
6. การปรับสภาพผิว
หาเวลาขัด นวด และปรับสภาพผิวเป็นประจำอาทิตย์ละครั้ง อาจจะด้วยการใช้สครับขัดหน้าเพื่อให้เซลล์ผิวกลับคืนสู่ความสดใส มีชีวิตชีวา และช่วยกระตุ้นการหมุนเวียนของระบบโลหิตให้แข็งแรงกระฉับกระเฉง ตบท้ายด้วยผลิตภัณฑ์เซรั่มบำรุงผิวหรือครีมเข้มข้นที่พลิกฟื้นความสดชื่นให้แก่ผิวพรรณ
7. คำนึงถึงสภาพอากาศ
อากาศในแต่ละฤดูกาลอาจทำให้ความชุ่มชื้นของผิวพรรณเปลี่ยนแปลงจึงควรใช้ครีมบำรุงตามสภาพอากาศโดยเฉพาะสาวห้องแอร์ นอกจากจะต้องดื่มน้ำเยอะๆ แล้วการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่สามารถเก็บกักความชุ่มชื้นไว้ได้นานด้วย
8. แต่งหน้าอย่างชาญฉลาด
ด้วยการใช้ครีมรองพื้น คอนชีลเลอร์และแป้งทาให้ทั่วใบหน้า นอกจากจะช่วยปกป้องริ้วรอยแล้วยังลดความหมองคล้ำ รอยดำ และจุดบกพร่องที่ไม่พึงปรารถนาอีกด้วย
9. อาหารดี สุขภาพดี
เพื่อสุขภาพและผิวพรรณที่ดีควรเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผัก ผลไม้ ซึ่งควรรับประทานเป็นประจำ เพื่อเป็นการให้อาหารแก่ผิวพรรณอย่างสม่ำเสมอ
10. อารมณ์ดี
เมื่ออารมณ์แจ่มใส ใจไม่เครียดไม่กังวล ย่อมส่งผลสู่ภายนอก เรียกได้ว่าสวยจากภายในสู่ภายนอกอย่างแท้จริง
วิธีการดูแลดวงตาให้สดใส
 
      เริ่มด้วยการดูแลจากภายใน  กินอะไรก็ได้อย่างนั้น “You are what you eat”  และถ้าพุดถึงสารอาหารบำรุงสายตาใครๆ  ก็ต้องนึกถึงวิตามินเอ  และนี้ก็คือ TOP5สุดยอดผักที่อุกดมด้วยวิตามนเอ  ที่ไม่ควรมองข้าม
 
1.ตำลึง
 
ตำลึงเป็นผักที่มีรสหวาน  กลิ่นหอม  นอกจากจะอุดมไปด้วยวิตามินเอแล้ว  ก็ยังมีสารอาหารที่มีประโยชน์อีกมากมายเช่น  แคลเซียม  ฟอสฟอรัส  วิตามินซี  ดีที่สุดเลยล่ะ  ถ้าตามบ้านที่ผมอยู่นะ  ก็เป็นพืชสวนครัวรัวกินได้  เก็บมาล้างแล้วก็กินไม่ต้องไปซื้อหาเหมือนที่  กทม.
 
2.ผักหวาน
 
ฟังดูแล้วอาจจะหาซื้อไก้ยากหน่อยนะครับ  แต่ทุกวันนี้ผักหวานมีให้กินกันตลอดปีแล้ว  และผักหวานก็เป็นผักอีกชนิดหนึ่งที่อุดมไปด้วยโปรตีน  วิตามินบี 2วิตามินซี  วิตามินเอ  แคลเซียม  และมีคุณสมบัติ  เร่งการเผาผลาญกรดอะมิโรให้เป็นพลังงานอีกด้วย  ใครที่กำลังควบคุมน้ำหนักอยู่…ผักหวานก็เป็นอะไรที่น่าสนใจมากนะครับ
 
3.แครอท
 
เป็นผักที่ขึ้นชื่อเรื่องบำรุงสายตาเลยละครับ  ถึงขนาดเป็นอาหารที่จำเป็นของนักบินอังกฤษช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2เลยนะ  เพราะเชื่อว่าช่วยในการโจมตีข้าศึกตอนกลางคืน  และโจมตีเป้าหมายได้อย่างแม่นยำ  แล้วนอกจากวิตามินเอแล้ว  แครลอทยังมีวิตามินบี  วิตามินซี  วิตามินอี  และวิตามินเค  อีกด้วยครับ  ที่ช่วยป้องกันโรคมะเร็งต่างๆ  พร้อมช่วยบำรุงผิวพรรณให้ดูอ่อนกว่าวัย
 
4.ฟักทอง
 
เป็นผักที่ใช้ได้ทั้งยอดอ่อน  ดอกตูม  และเนื้อฟักทองแก่(แทบไม่เหลือที่จะทิ้งเลย)  พร้อมทั้งคุณค่าวิตามินเอที่ช่วยบำรุงสายตาและยังมีแคลเซียม  ฟอสฟอรัส  โปรตีน  ที่ช่วยในการบำรุงจมูกและฟันด้วย
 
5.มะเขือเทศ
 
รู้ไหมว่ามะเขือเทศ  1ผลจะมีวิตามินเอมากถึง 1ใน 3ของวิตามินเอที่ร่างกายต้องการในแต่ละวันและนะครับ  นอกจากนี้แล้วมะเขือเทศยังมีโปรแตสเซียม  ฟอสฟอรัส  แมกนีเซียมและแร่ธาตุอื่นๆ อีหหลายชิดด้วยกัน
 
     
 
          นอกจากผักทั้ง 5ชนิดนี้แล้ว  ที่มีมิตามินเอขั้นเทพ  ก็ยังมีผลไม้ไฮโซตละกูลเบอร์รี่อีหลายชนิด  เช่น บลูเบอร์รี่  บิลเบอร์รี่ แครนเบอร์รี่  และโว๊คเบอร์รี่  ที่ทั่วโลกการันตีว่าดีต่อสายตาของเรา  Very เพราะเค้ามี
 
+ วิตามินเอ  ช่วยในการมองเห็นในที่มืด และช่วยให้ผิวบุนัยน์ตารวมทั้งเนื้อเยื่อบุของอวัยวะต่างๆ  แข็งแรง
 
+ เบต้าแคโรทีน  ช่วยในการบำรุงสายตา  และช่วยป้องกันโรคตา  เช่น  ต้อกระจก  โรคตาบอดกลางคืน
 
+ ลูทีนและซีเซนทิน  ทำหน้าที่ช่วยกรองและป้องกันรังสีจากแสงแดด  ช่วยปกป้องเซล์ของจอประสาทตา  ไม่ให้ถูกทำลายจากอนุมูลอิสระ
 
+ สารแอสต้าแชนธิน  ช่วยป้องกันดวงตาจากรังสีอุลตร้าไวโอเลตและซะลอความเสี่ยงของดวงตาได้
 
หลายคนงงและสงสัยว่าจะหาซื้อได้ที่ไหนผลไม้ไฮโซเยี่ยงนี้ได้ที่ไหนอ่ะ  เอาเป็นว่าเดี๋ยวนี้เค้ามีทั้งเป็นแบบผลไม้พร้อมดื่มแบบที่ผสมในนมถั่ว เหลือง  แบบที่เป็นแยมทาขนมปัง  แบบที่เป็นแคปซูลและอีกสารพัดชนิด  ยังไงก็อย่าลืมสรรหามารับประทานนะครับ
 
 
 
 ขอขอบคุณ : นิตยสาร Candy
ออกกำลังกายให้ผิวหน้า เพื่อยกกระชับคืนความอ่อนเยาว์
 
 
 
 
 
 
สุดยอดปรารถนาอันดับหนึ่งตลอดกาลของผู้หญิงเรา คือการมีใบหน้าสวย กระจ่างใส เรียบเนียนกระชับ และที่สำคัญต้องดูอ่อนเยาว์ด้วยสารพัดสารพันวิธี ถ้าเพื่อความงามแล้วละก็ ผู้หญิงเราสู้ไม่ถอยค่ะ วันนี้มีอีกหนึ่งวิธี มาแนะนำกัน นั่นก็คือ การดีท็อกซ์ผิว ฟังชื่อแล้วอาจจะดูหรูหรา แต่ในความเป็นจริง สามารถทำได้ง่ายๆ แค่ปลายนิ้วของเราเอง และที่สำคัญทำได้เองทุกวันที่บ้าน...นี่ละเยี่ยม!
พี่ต้อ-คณัฐวัชร จันทรสถิตย์ ผู้อำนวยการฝ่ายการขายและฝ่ายการตลาด แห่งบริษัทยูมิโก๊ะ บิวตี้ เครื่องสำอางที่ออกแบบมาให้เหมาะสมกับผิวของสาวเอเชียเราโดยเฉพาะ จะมาเล่าให้ฟังถึงความสำคัญของการดีท็อกซ์ผิวหน้า และประโยชน์ที่จะได้รับเมื่อทำเป็นประจำ
"จริงๆแล้ว ศาสตร์การนวดแบบดีท็อกซ์นั้น มีมาตั้งแต่โบราณแล้ว ในประเทศจีนและญี่ปุ่น การนวดแบบดีท็อกซ์ก็คือ การนวดเพื่อกระตุ้น ขับไล่ของเสียที่สะสมอยู่บนใบหน้า ผลัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วให้หลุดออกไป ส่งผลให้ผิวหน้ามีสุขภาพดี ดูเปล่งปลั่งขึ้น และด้วยเทคนิคพิเศษที่ทางเราค้นพบ การดีท็อกซ์ผิวหน้ายังช่วยในการแก้ไข ปรับเปลี่ยนจุดบกพร่องบนใบหน้าได้อีกด้วย ซึ่งจะทำให้รูปหน้ากระชับขึ้นได้ โครงหน้าจะได้รูปสวยยิ่งขึ้น
...แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ถ้าจะให้ดี ควรใช้ควบคู่ไปกับครีมยกกระชับผิว ที่มีส่วนผสมของสารสกัดจากธรรมชาติโดยเฉพาะสาหร่ายทะเล และการทำงานของอนุภาคเล็กระดับนาโน ที่จะช่วยยกกระชับผิวและลดเลือนริ้วรอย การดีท็อกซ์ใบหน้าทุกวันจะช่วยฟื้นฟูโครงสร้างผิว กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน และอิลาสตินที่ช่วยให้ผิวแข็งแรง"
พี่ต้อเล่าว่าผู้หญิงไทยมากมาย ยังมีปัญหาไม่พอใจกับรูปหน้าของตน บางคนก็มีปัญหาร่องแก้มลึก ตาไม่ได้รูป หนังตาตก โหนกแก้มสูงจนเกินไป หรือไม่ก็มีขากรรไกรใหญ่ เหล่านี้ล้วนทำให้เกิดความกังวลใจแก่ผู้หญิงเราทั้งสิ้น
"...เมื่อใช้ครีมที่มีประสิทธิภาพสูงควบคู่ไปกับการดีท็อกซ์ใบหน้า ก็จะช่วยปรับรูปหน้าให้เล็กกระชับลงได้ภายในระยะเวลา 1เดือน ลดปัญหาอาการหน้าบวมน้ำเวลาตื่นนอน เหมือนย้อนวัยกลับไป คนไทยมักมีปัญหาเรื่องฝ้า และผิวหย่อนคล้อยเป็นหลัก ดังนั้น สิ่งที่ตอบสนองความต้องการของคนไทยได้ดีที่สุด ก็คือการดีท็อกซ์ใบหน้านั่นเอง ซึ่งมันก็คือการออกกำลังกายให้กับผิวหน้า เพียงแค่วันละ 2ครั้ง เช้ากับก่อนนอน ผิวหน้าของคุณก็จะสดใส แข็งแรงขึ้น ดูมีสุขภาพดีอย่างเห็นได้ชัด เช่นเดียวกับการที่เราออกกำลังกายทั่วๆไป
...จริงๆแล้วในการใช้ผลิตภัณฑ์ทุกตัว เราไม่สามารถยืนยันได้ว่าจะไม่มีอาการแพ้เลย 100%เพราะผิวหน้าของแต่ละคนแตกต่างกันไป แต่ครีมที่ใช้ในการดีท็อกซ์ผิวหน้าตัวนี้ถือว่ามีโอกาสในการแพ้น้อยที่สุด เพราะสกัดจากเอ็มไซน์ของพืชทั้งหมด โดยส่วนมากคนที่แพ้เครื่องสำอาง มักจะแพ้แอลกอฮอล์ซึ่งก็คือหัวน้ำหอมที่ผสมอยู่ เราจึงเลือกกลิ่นหอมที่สกัดจากเกสรดอกไม้มาแทน อาการแพ้เครื่องสำอางอีกอย่างที่พบบ่อยก็คือ แพ้สารที่สังเคราะห์มาจากเคมี ซึ่งของเราหลีกเลี่ยงในจุดเหล่านี้ทั้งหมด และการดีท็อกซ์ใบหน้านั้น ก็เหมาะกับคนทุกเพศและทุกวัย และยังสามารถทำได้ทุกวันที่บ้านด้วยครับ"
เป็นเรื่องธรรมดานะคะ ที่พอเราอายุมากขึ้นความหย่อนคล้อย และริ้วรอยของผิวก็ย่อมเกิดขึ้นไปตามวัย ความเสื่อมของผิวเกิดขึ้นอยู่ทุกๆวัน ทั้งจากสภาวะแวดล้อม แสงแดด การพักผ่อนไม่เพียงพอ ความเครียด และที่สำคัญก็คือกระบวนการทำงานของร่างกายเราเอง แล้วเราจะรอให้ผิวเสื่อมสภาพไปเรื่อยๆ แบบนี้ เห็นทีคงไม่ได้การแน่ค่ะ
ลุกขึ้นมาบริหารใบหน้าตั้งแต่วันนี้เลยดีกว่า ดีท็อกซ์ใบหน้า เสียเวลาแค่วันละ 10นาที แต่ถ้าแลกกับการชะลอความเสื่อมของผิว แถมยังช่วยลดเลือนริ้วรอยที่เกิดขึ้นแล้ว ปรับรูปหน้าให้เล็กกระชับมีความสมดุล แก้ไขจุดบกพร่องที่เราขัดใจเสมอเวลาส่องกระจก และที่สำคัญผิวยังกระจ่างใสแบบผิวสุขภาพดี เสียเวลามากกว่านี้ ก็คงต้องยอมแล้วละค่ะ
 
ใช้คลีนซิ่งเซ็คเครื่อง สำอาง ก่อนการล้างหน้า
 
ทาครีมทั่วใบหน้า แล้วใช้ปลายนิ้วไล่จากล่าง ขึ้นไปบน
ดีท็อกซ์ใบหน้าด้วยตัวคุณเอง
เรื่องแรกนี้นับว่าสำคัญมาก แต่หลายคนกลับมองข้ามไป นั่นก็คือการทำความสะอาดใบหน้า สาวๆทั้งหลายที่แต่งหน้าไปทำงาน ล้างหน้าด้วยโฟมอย่างเดียวไม่เพียงพอนะคะ ต้องใช้คลีนซิ่งเช็ดเครื่องสำอางออกให้หมดเสียก่อน จากนั้นค่อยไปล้างหน้า
เมื่อใบหน้าสะอาดแล้วขั้นตอนต่อไปใช้ครีมทาทั่วใบหน้า และนวดไปตามกล้ามเนื้อ โดยวิธีการนวดให้นวดย้อนขึ้นไปข้างบน ห้ามนวดลงมาข้างล่าง ไล่จากคางขึ้นไปที่แก้มและหน้าผาก ที่สำคัญห้ามนวดออกด้านข้างจากซ้ายไปขวา หรือขวาไปซ้าย เพราะอาจทำให้หน้าคุณแบนได้ค่ะ
 
แก้ไขบริเวณโหนกแก้ม ที่สูงเกินไป
 
 แก้ไขปัญหาถุงใต้ตา
 
เมื่อนวดครีมจนทั่วหน้าแล้ว จากนั้นก็ให้เริ่มเน้นในบริเวณจุดบกพร่องบนใบหน้าที่ต้องการจะแก้ไข ซึ่งแต่ละคนจะไม่เหมือนกัน จุดหลักๆ ก็จะมีบริเวณใต้ตา ให้ใช้นิ้วนางปาดบริเวณใต้ตา จะช่วยลดปัญหาถุงใต้ตา ส่วนบริเวณร่องจมูกให้ใช้วิธีเดียวกันโดยการใช้นิ้วนางถูขึ้นลง จะช่วยให้รูปจมูกได้รูปขึ้น
 
แก้ไขบริเวณจมูกเพื่อ ให้ได้รูปยิ่งขึ้น
 
 แก้ไขบริเวณคางสำหรับ ปัญหาคาง 2ชั้น หรือ ขากรรไกรใหญ่
 
ส่วนใครที่มีริ้วรอยบริเวณหน้าผาก ให้ใช้ฝ่ามือนวดขึ้นไปข้างบนตามลายของกล้ามเนื้อ เพื่อช่วยในการลดริ้วรอย อีกทั้งบริเวณนั้นมีต่อมน้ำเหลืองอยู่ เป็นการผลักเซลล์ผิวที่เสื่อมสภาพ รวมทั้งสิ่งที่ไม่ดีต่างๆออกไปทางต่อมน้ำเหลืองอีกด้วย
ปัญหาต่อมาคนที่มีคาง 2ชั้น ให้ใช้ฝ่ามือนวดจากกึ่งกลางออกไปด้านข้าง ซึ่งบริเวณนั้นเป็นต่อมน้ำเหลืองพอดี
ต่อมาคือการทำตา 2 ชั้น โดยการใช้คอทตอนบัดแตะครีมเล็กน้อย กรีดลงที่เปลือกตาออกไปด้านข้างตามรอยของรูปตา จะช่วยให้เห็นชั้นของดวงตาชัดเจนขึ้น ส่งผลให้ดวงตาดูโตสวยขึ้น
 
 
การล้างพิษจากตับและถุงน้ำดี
 
 
 
ล้างพิษจากตับและถุงน้ำดี
 
หมายถึง    การนำพิษออกจากร่างกายโดยกระตุ้นให้ตับและถุงน้ำดีขับพิษออกนอกร่างกาย ด้วยวิธีรับประทานอาหารพลังงานต่ำ หรือ อดอาหาร (ดื่มน้ำสมุนไพรแทน) และใช้ยาสมุนไพร ซึ่งสามารถนำพิษออกได้มากกว่าวิธีอื่นๆ เหมาะสำหรับคนที่มีพิษสะสมในร่างกาย ปริมาณมาก เช่น นิ่วในถุงน้ำดี เจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรัง
 
                   โดยปกติร่างกายของคนเรามีกระบวนการกำจัดพิษออกจากร่างกายได้หลายวิธี เช่น การไอ การจาม มีขน มีเมือกโบกพัดเชื้อโรคออกจาก ร่างกาย มีเม็ดเลือดขาวช่วยจับกินเชื้อโรค มีระบบภูมิคุ้มกันช่วยดูแลร่างกายให้แข็งแรง และยังมีตับเป็นอวัยวะที่รวบรวมพิษและกำจัดพิษออก จากร่างกายอีกด้วย ตับจึงมีความสำคัญต่อร่างกายมาก ตั้งอยู่ช่องท้องใต้ชายโครงขวา หนัก 1.3-3กิโลกรัม ทำหน้าที่ในร่างกาย 40อย่าง และยังมีหน้าที่ย่อย 500อย่าง เช่น
 
- เก็บสารที่ใช้ในการสร้างฮีโมโกลบิน
 
- เก็บวิตามิน A , D , E , K, แร่ธาตุ และไขมัน
 
- สร้างน้ำเหลือง ซึ่งเป็นตัวกลางในการนำพาเม็ดเลือดขาว ให้เคลื่อนไปยังส่วนต่างๆของร่างกาย
 
- ควบคุมสมดุลของฮอร์โมนในร่างกาย
 
- ขับของเสียที่เกิดจากปฏิกิริยาเมตาโบลิซึ่ม
 
- สร้างไลโปโปรตีน เอาไว้คอยส่งไขมันในเลือด
 
- สร้างโปรตีนทั้งแอลบูมินและโกลบูลิน
 
- ผลิตสารที่เป็นปัจจัยการแข็งตัวของเลือด ( Clotting factors)
 
- ทำลายเม็ดเลือดแดงที่ใช้แล้ว
 
- แปรรูปโมเลกุลของฮีโมโกลบินที่ได้จากการทำลายเม็ดเลือดแดงที่หมดอายุจากม้าม เพื่อสร้าง เป็นรงควัตถุน้ำดี ( Bile pigment) เช่น
   บิลิรูบิน ( Bilirubin) และบิลิเวอดิน ( Bilivedin)
 
- หน้าที่สำคัญอีกประการหนึ่ง คือ การกำจัดพิษออกจากร่างกาย
 
 
 
 
แสดงตับและถุงน้ำดี 
 
 
                    ถ้าเราไม่รู้จักวิธีดูแลตับ รู้จักวิธีเอาพิษออก อาจทำให้ตับถูกทำลายด้วยพิษ ทำให้เสียหน้าที่ต่างๆทำให้ร่างกายเจ็บป่วยได้ การเอาพิษออกจากตับ ( Liver flushing) จึงเป็นวิธีการดูแลดับที่ดีมาก สามารถเอาพิษออกจากร่างกายได้ในปริมาณที่มาก จึงมีประโยชน์ดังนี้
 
1. ช่วยสร้างเอ็นไซม์ชนิดต่างๆ หลายชนิดในร่างกายที่ช่วยตับในการกำจัดสารพิษออกจากร่างกาย
 
2. ป้องกันตับจากสารพิษ ยา สารเคมี หรือแอลกอฮอล์
 
3. ช่วยให้ตับฟื้นตัวเร็วขึ้น เร่งการขับสารพิษตกค้างในร่างกาย ปกป้องตับจากการทำเคมีบำบัด ในผู้ป่วยมะเร็ง เพิ่มสารต้านอนุมูลอิสระ
    ( Antioxidants) ที่ช่วยต่อต้านการทำลายเซลล์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเซลล์ตับไม่ให้ถูกทำลายจากอนุมูลอิสระ
 
4. ช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้แข็งแรง สามารถต่อต้านเชื้อโรคและสิ่ง แปลกปลอม บรรเทาความรุนแรงของหวัด หรือ      อาการภูมิแพ้
 
5. ช่วยให้ร่างกายสามารถรีไซเคิลสารต้านอนุมูลอิสระตัวอื่นๆ กลับมาใช้ได้ใหม่ เช่น วิตามินซี
 
6. ช่วยลดการสะสมของไขมันที่ตับ และลดการเกาะตัวของไขมันที่ผนังหลอดเลือด
 
7. ช่วยป้องกันและต่อสู้กับโรคมะเร็ง ช่วยในการซ่อมแซมเซลล์ และคืนความสดชื่นให้กับเซลล์ ทั่วร่างกาย
 
8. ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของเนื้อเยื่อในร่างกาย โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับผิวหนัง คอลลาเจน อิลาสติน เส้นเอ็นและความแข็งแรง     ยืดหยุ่นของหลอดเลือด
 
 
 
การล้างพิษตับทำอย่างไร?   แบ่งเป็น 5ขั้นตอน
 
 
ขั้นตอนที่ 1.
 
เตรียมตัวก่อน พร้อมทั้งกายและใจ
 
1.1ทำได้ในผู้ที่มีอาการพิษสะสม เช่น
      * อาการปวดศีรษะบ่อย หงุดหงิด
      * ปวดเมื่อยหลัง ไหล่ คอ
      * เบื่ออาหาร ท้องอืดบ่อย
      * หน้าตาหมองคล้ำ ไม่ขาวสดใส ผิวพรรณหยาบกร้าน
      * มีแผลร้อนในในปากเป็นประจำ
      * ดูดซึมสารอาหารจำพวกแป้งมากไปทำให้ร่างกายอ้วน
      * ขับถ่าย และละลายสารพิษไม่ออก จะเกิดสิวเสี้ยนบนใบหน้า และฝ้าดำบนใบหน้า
      * อ่อนเพลีย ง่วงนอน สมาธิไม่ดี ความจำเสื่อม
      * โรคท้องผูกและ ริดสีดวงทวาร
      * สตรีมีรอบเดือนมาไม่ปรกติ
      * ประสาทตึงเครียด และร่างกายไม่แข็งแรง เพศสัมพันธ์เสื่อม
      * ผิวหนังเป็นผื่นคัน ลมหายใจมีกลิ่นเหม็น ผายลมบ่อย
      * โรคเรื้อรัง เช่น โรคไต เบาหวาน ความดันโลหิตสูง เส้นเลือดตีบตัน
      * ภูมิแพ้ การต้านทานการติดเชื้อโรคของเด็ก และผู้สูงอายุ
      * ไตทำงานหนัก ( ขับพิษยาตกค้างแทน)
 
1.2เจ็บป่วย โรคหรืออาการต่างๆ
      1.   สิว
      2.  ไขมันในเลือดสูง
      3.  โรคผิวหนัง ผื่นคันต่างๆ
      4.  หอบ หืด
      5.  ภูมิแพ้
      6.  นิ่วตับและนิ่วถุงน้ำดี ปวดท้องจากนิ่วถุงน้ำดี ซึ่งนิ่วจะเป็นตัวขัดขวางการทำงานของตับทำให้เกิดโรคต่างๆได้ เช่นไขมันพอกตับ            ตับแข็ง มะเร็งตับ ตับวาย
      7. โภชนาการพร่อง
      8.  ปวดไหล่ ปวดหลัง ปวดแขน
      9.  ปวดท้อง ปวดตับ
     10. ความดันโลหิตสูง
     11. โรคหัวใจ เจ็บหน้าอก
     12. โรคเกี่ยวกับกระเพาะอาหาร ลำไส้แปรปรวน ท้องผูก
     13.  มะเร็ง
     14.  เอดส์
     15.  พากินสัน
     16.  อัลไซเมอร์
     17.  ลมชัก
     18.  อื่นๆ
 
1.3.   มีความเข้าใจในการล้างพิษตับ มีความอดทน
 
1.4.   มีเวลาให้กับการล้างพิษตับ เวลาที่เหมาะสมกับการล้างพิษตับควรเป็นดังนี้
         - เวลาที่สะดวก ไม่เร่งรีบ
         - เป็นวันหยุด พักผ่อน
         - วันก่อนหรือหลังวันพระ 1วัน
 
1.5   ข้อระมัดระวัง
         - สำหรับผู้ที่ร่างกายเพลียมากๆ เจ็บป่วยด้วยโรคเฉียบพลัน เช่น ไข้ ไข้หวัด โรคหัวใจบางชนิด เด็กในวัยเจริญเติบโต หญิงตั้งครรภ์            ควรงดหรือเว้น
 
 
ขั้นตอนที่2.
 
                   ล้างลำไส้ก่อนล้างตับ มีหลายวิธี เช่น ให้งดอาหารเนื้อ นม ไข่ น้ำมัน อาหารผัด ทอด หรืออดอาหารทุก อย่างโดยดื่มน้ำสมุนไพร แทนร่วมกับรับประทานยาสมุนไพรล้างลำไส้หรือร่วมกับวิธีสวนล้างลำไส้ใหญ่ ดังต่อไปนี้
 
- ดื่มน้ำชาต่างๆ  เช่น น้ำชาข้าว น้ำด่าง น้ำมะขามผสมน้ำผึ้ง (วิธีทำแสดงในหัวข้ออาหารและน้ำปรับสมดุลร่างกาย)  โดยน้ำชาข้าว ดื่มตอนเช้า    ประมาณ 5แก้ว น้ำด่างหรือน้ำอัลคาไลด์ ดื่มตลอดวัน น้ำมะขามผสมน้ำผึ้ง ดื่มเมื่อรู้สึกเพลีย
 
- รับประทานยาสมุนไพร สำหรับล้างพิษ ครั้งละ 1ช้อนโต๊ะ ผสมกับน้ำมะขามดื่ม 1/2แก้ว 3  เวลา ก่อนอาหารซึ่งจะดื่ม 3วัน (ยาจะช่วยทำ    ความสะอาดลำไส้)
 
- ให้สวนล้างลำไส้ใหญ่ด้วยน้ำสมุนไพร เช่น น้ำต้มสะเดา น้ำต้มหญ้าใต้ใบ กาแฟ หรือสมุนไพร ที่ถูกกับตัวเอง โดยทำ เช้า-เย็น หรือมากกว่า    เพื่อทำความสะอาดลำไส้ก่อนที่จะนำพิษออกจาก ตับและถุงน้ำดี
 
 
ขั้นตอนที่3.
 
                    การล้างพิษตับ หลังจากล้างลำไส้แล้วก็จะล้างพิษจากตับ โดยวันที่ล้างพิษตับจะงดการรับประทานยาทุกชนิด งดรับประทานอาหาร ดื่มน้ำเปล่า หรือน้ำชาต่างๆ แทน แต่ถ้างดอาหารทางปากได้ยิ่งดี
 
 
วันหลังจากล้างลำไส้แล้ว
 
- ตอนเช้า ถ้างดอาหารได้จะดีให้ดื่มน้ำเปล่าหรือน้ำผลไม้คั้น แต่ถ้างดไม่ได้ให้รับประทานอาหารเฉพาะผักและผลไม้
 
- เวลา 14 .00น.   ดื่มน้ำผลไม้ เช่นน้ำสับปะรด น้ำมะละกอ ประมาณ 1แก้ว หลังจากนั้นงดน้ำงดอาหารทุกอย่าง ถ้าหิวมากให้จิบน้ำเปล่า                              หรือน้ำด่าง (น้ำอัลคาไลด์) หลังจากนั้นเอาพิษออกจากร่างกายด้วยวิธีต่างๆ อาบน้ำ
 
- เวลา 18.00น.  ดื่มน้ำดีเกลือ โดยนำดีเกลือ 1ช้อนชา ผสมน้ำเปล่า 1/2แก้ว คนให้เข้ากันดื่ม หลังจากนั้นงดดื่มน้ำทุกอย่าง (    ดีเกลือ
                           จะทำให้ตับและถุงน้ำดีพองตัวและอ่อนตัว ช่วยระบาย ทำให้ไขมัน นิ่วหลุดออกมาได้)
 
- เวลา 19.00น.  ดื่มเกลือดำแก้อาการเพลีย (รายละเอียดอยู่ที่การล้างพิษสูตรหมอณา )
 
- เวลา 20.00น.  ดื่มน้ำดีเกลือ โดยนำดีเกลือ 1ช้อนชา ผสมน้ำเปล่า 1/2แก้ว อีก 1แก้ว หลังจากนั้นงดดื่มน้ำทุกอย่าง   (ดื่มน้ำดีเกลือ
                           ถ้ารู้สึกขมปากให้อมมะนาว หรือจิบน้ำมะนาว)
 
- เวลา 22.00น.  (ไม่ควรเกิน 22.15น.) ดื่มน้ำมันมะกอก 150ซี.ซี. ผสมกับน้ำมะนาว 150ซี.ซี. (บางคนอาจใช้น้ำ มะนาว 75ซี.ซี   และ
                           น้ำส้มคั้น 75ซี.ซี) เขย่าให้เข้ากัน ให้ยืนดื่มเพื่อป้องกันไม่ให้ท่อน้ำดีพับงอ แล้วรีบนอนลงให้ศีรษะสูง หรือนอนตะแคงขวา                            ลำตัวตรงหรือนั่งดื่มโดย นั่งเหยียดขา เอนตัว 45องศาแล้วค่อยๆนอนลงไปให้ศีรษะสูง นอนนิ่งจนถึง 02.00น. ถ้าไม่สบาย                           ในท้องสามารถใช้กระเป๋าน้ำร้อนประคบท้อง ช่วยให้ขับพิษออกจากตับและถุงน้ำดี ดีมากขึ้น (น้ำมันมะกอกและน้ำมะนาวจะ                           ช่วยขับพิษจากตับและถุงน้ำดี)   หลัง 02.00น. สามารถเริ่มเก็บอุจจาระไว้วิเคราะห์โรคได้
 
 
ตื่นเช้าของวัน ต่อมา
 
-  เวลา 06.00น.  ดื่มน้ำดีเกลือ โดยนำดีเกลือ 1ช้อนชา ผสมน้ำเปล่า 1/2แก้ว (ไม่ดื่มก็ได้)
 
- เวลา 07.00น.  ดื่มเกลือดำแก้อาการเพลีย (รายละเอียดอยู่ที่การล้างพิษสูตรหมอณา )
 
- เวลา 08.00น.  ดื่มน้ำดีเกลือ โดยนำดีเกลือ 1ช้อนชา ผสมน้ำเปล่า 1/2แก้ว (ไม่ดื่มก็ได้)
 
- หลังขับถ่ายอุจจาระให้ดื่มน้ำสมุนไพรบำรุงกำลัง เช่น น้ำมะพร้าวสด น้ำขิง1แก้ว (ถ้าไม่ขับถ่ายอุจจาระให้สวนล้างลำไส้    ก่อนดื่มน้ำ    สมุนไพร)
 
- เวลา 10.30น.  สวนล้างลำไส้ใหญ่อีกครั้ง
 
- หลังจากนั้น เริ่มรับประทานอาหารอ่อนๆ เพื่อบำรุงตับ  (ศึกษาวิธีทำอาหารที่ หัวข้ออาหารและน้ำปรับสมดุลร่างกาย)
 
 
ขั้นตอนที่ 4.
 
                    ล้างลำไส้หลังล้างตับ หลังจากล้างพิษจากตับและถุงน้ำดีแล้ว การขับพิษต้องใช้เวลาในการเคลื่อนพิษออกจากร่างกาย จึงต้องรับประทานอาหารอ่อนๆประมาณ 3วัน รับประทานยาบำรุงตับอย่างน้อย 7วัน และสวนล้างลำไส้ใหญ่(ดีทอกซ์) อย่างน้อย 7วัน เพื่อขับพิษออกจากร่างกายให้ประคบบริเวณหน้าท้องด้วยความร้อนโดยใช้ผ้าฝ้ายขนาดผ้าเช็ดหน้าชุบน้ำมันมะกอกคลุมลงไปบริเวณหน้าท้อง แล้วใช้กระเป๋าน้ำร้อนวางทาบลงไป ใช้ผ้าห่อหน้าท้องไว้ประมาณ 1ชั่วโมงจะช่วยให้การขับนิ่ว ของเสียออกได้ดี(ถ้าไม่พร้อมไม่ต้องทำก็ได้) ในช่วงเวลานี้อาจพบก้อนนิ่ว ไขมัน ของเสียต่างๆหลุดออกมาพิษที่ออกจากตับ ตับอ่อน และถุงน้ำดี มีลักษณะดังนี้
 
1. ลอยอยู่ข้างบน คือ ไขมันจากตับ และนิ่วจากถุงน้ำดี ไขมันจากตับจะมีสีเหลือง สีเขียว สีดำ ก้อนขรุขระ หรือ เป็นน้ำสีดำ สีเหลือง สีเทา     มันติดมือล้างไม่ออก ต้องใช้น้ำยาล้างจาน หรือสบู่ล้างหลายๆครั้ง
 
2. ลอยอยู่ตรงกลาง จะเป็นเซลล์มะเร็ง มีลักษณะเหมือนเห็ดหูหนูขาว
 
3. อยู่ล่างสุดคือเม็ดเลือดแดง ที่หมดอายุ
 
4. ลักษณะนิ่วจากถุงน้ำดี จะมีสีเขียว เหลือง ดำ ก้อนค่อนข้างกลม
 
 
 
อาการหลังล้างพิษ
 
                    จะรู้สึกอ่อนเพลีย อย่าตกใจ เป็นอาการปกติให้พักผ่อน เอาพิษออกด้วยวิธีอื่นๆ เช่น ตากแดด แช่มือ-แช่เท้า ให้รับประทาน อาหารอ่อนๆอย่างน้อย 3วัน ค่อยรับประทานอาหารตามปกติ รับประทานยาบำรุงตับ และทำดีทอกซ์ เช้า - เย็น 7วัน
 
 
 
ขั้นตอนที่ 5.
 
                   ฟื้นฟูตับ หลังจากที่ตับขับพิษออกแล้วอาจจะมีร่องรอยของแผลที่เกิดจากการหลุดลอกออกของนิ่ว ไขมัน หรือของเสียอื่นๆ อาจทำให้รู้สึกอ่อนเพลีย การฟื้นฟูตับจึงเป็นสิ่งสำคัญสิ่งที่ต้องปฏิบัติคือ
 
-  พักผ่อนให้เพียงพอ
 
-  รับประทานยาบำรุงตับ
 
-  ดื่มและรับประทานอาหารบำรุงตับ เช่น น้ำผักผลไม้ปั่น ข้าวต้มเพื่อสุขภาพ (ดูรายละเอียดในหัวข้ออาหารและน้ำปรับสมดุลร่างกาย) โดยรับ    ประทานอย่างน้อย 3วัน  หลังจากนั้นก็ปฏิบัติดูแลสุขภาพตนเองแบบพอเพียง ด้วยหลักปฏิบัติ 5อ.  (เอาพิษออก อาหารและน้ำปรับสมดุล

   ร่างกาย อากาศ ออกกำลังกาย อารมณ์และจิตใจ) และหมั่นเอาพิษออกจากร่างกายเท่าที่รู้สึกสบาย
 
                  การล้างพิษตับและถุงน้ำดี    อาการ    ต่างๆจะหายได้อย่างชัดเจน ตามประสบการณ์มักพบว่าทำมากกว่า 5ครั้งจะเห็นผลชัดเจน แต่บางราย 1ครั้งก็เห็นผลได้    การล้างพิษตับ    และถุงน้ำดีควรทำห่างกัน 3 - 4สัปดาห์ สามารถทำได้ทุกเดือน หรืออย่างน้อยปีละ 2-4ครั้ง
                 
                  การล้างพิษตับและถุงน้ำดีมีหลายวิธี สามารถเลือกได้ตามความเหมาะสมแต่ถ้าเป็นไปได้ในครั้งแรกของการล้างพิษตับและถุงน้ำดี ควรล้างใช้เวลาล้างอย่างน้อย 4-6วันก่อน จึงสามารถทำแบบ 1วัน 2วัน หรือ 3วัน หรือ 4วัน หรือ 5วัน หรือ 6วัน ดังต่อไปนี้
 
 
 
 
 
สูตรการล้างพิษตับ 6คืน 7วัน( สูตรหมอณา) 
 
 
 
สิ่งที่ต้องเตรียม
 
?  เตรียมตัว - เตรียมใจ ใจต้องพร้อม อดทน เข้าใจวิธีและผลการล้างพิษ
 
?  เตรียมร่างกาย
    - ได้ทุกคน ทุกโรค ยกเว้น เด็กในวัยเจริญเติบโต คนที่ป่วยด้วยโรคเฉียบพลัน เช่นตับอักเสบเฉียบพลัน ไข้  ไข้หวัดเฉียบพลัน เพลียมากๆ        อดอาหารพวก เนื้อ นม ไข่ น้ำมัน ของทอด ไม่ได้
    -  ฝึกรับประทานอาหารสุขภาพมาก่อน หรือเคยอดอาหารมาจะดีมาก
 
?  เตรียมเวลา เวลาที่พร้อม ว่าง วันหยุด ไม่เร่งรีบ ก่อนหรือหลังวันพระ 1วัน
 
?  เตรียมสถานที่ มีห้องน้ำพร้อม สะดวก โปร่ง โล่ง สบาย
 
?  เตรียมยาวัสดุอุปกรณ์
    - ยาผงสมุนไพรล้างลำไส้ 10ช้อนชา
    - น้ำแอปเปิล 100% 6ลิตร หรือ น้ำส้มสายชูหมักจากแอปเปิล 27-30ช้อนโต๊ะ
    - น้ำมันมะกอกบริสุทธิ์สกัดเย็น 125-150ซี.ซี
    - น้ำมะนาวคั้น 75ซี.ซี
    - น้ำส้มคั้น 75ซี.ซี
    - น้ำสับปะรดคั้น 1แก้ว
    - ดีเกลือ 4ช้อนชา
    - เกลือดำ 3ช้อนชา
    - ยาสมุนไพรบำรุงตับ
    - น้ำผึ้ง
    - น้ำสะอาด
    - อุปกรณ์เอาพิษออก เช่น กาแฟดีทอกซ์ ขวดดีทอกซ์ ชุดกัวซา อื่นๆ
ลำดับวันที่  กิจกรรม  หมายเหตุ 
วันที่ 1- 5 
 - ตอนเช้าให้อมน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นกลั้วปาก 10-15นาที แล้วล้างปาก     ด้วยน้ำเปล่า ออกกำลังกาย ตากแดด สวนล้างลำไส้ใหญ่
 - ดื่มน้ำแอปเปิล หรือน้ำส้มสายชูหมักจากแอปเปิลผสมน้ำผึ้งผสมน้ำเปล่า
    เวลา 8.00 -10.00-12.00 - 14.00-16.00น. ( ประมาณ 200ซี.ซี ต่อครั้ง     ดื่มก่อนอาหาร 30นาที หรือหลังอาหาร 2ชั่วโมง)
 - งดอาหาร เนื้อ นม ไข่ น้ำมัน(ผัด ทอด ย่าง ปิ้ง) เนย น้ำเย็นรับประทานอาหาร     สุขภาพ เช่นจากธัญพืช ผัก ผลไม้ไม่รับประทานอิ่มอาหารจนเกินไป
 - ดื่มน้ำสะอาดให้ได้วันละ 2ลิตรหรือมากกว่านั้น
 - ก่อนนอน (เวลา 20.00น.) ให้รับประทานยาล้างลำไส้ 2ช้อนชา ผสมน้ำ
    สะอาด 1แก้ว ใส่ในขวดปากกว้างที่มีฝาปิดเขย่า 10-20ครั้ง ให้เข้ากัน
    รีบดื่มแล้วดื่มน้ำเปล่าตาม 2แก้ว(ดื่ม 5วัน)
 - ในระหว่างล้างพิษอาจมีอาการไม่สบาย เช่น ปวดศีรษะ เพลีย ปวดตามร่างกาย     ให้เอาพิษออกด้วยวิธีต่างๆ เช่น สวนล้างลำไส้ใหญ่ด้วยน้ำสมุนไพรที่ถูกกับ     ร่างกาย เช้า-เย็นหรือมากว่า (ตอนเช้าควรใช้กาแฟดีทอกซ์ช่วยล้างพิษตับ     แก้เพลีย โดยผสมยาบำรุงตับ เช่น ยาฉีด วิตามินบีรวม ยาเฮปาวิต อย่างใด     อย่างหนึ่ง ดูดตัวยา 1หลอด ผสมลงไปในน้ำกาแฟ ) แช่มือ-แช่เท้า-กัวซา
 - พอกทา-ตากแดด-อบแดด –กดจุดเส้นลมปราณ-ฝึกหายใจ
 - พักผ่อน อื่นๆ ให้จัดสรรเวลาตามความสะดวกและเหมาะสม
 - นอนหลับพักผ่อนไม่เกิน 3ทุ่ม นอนดึกตับจะทำงานหนัก
  วิธีผสมน้ำส้มสายชูหมักจากแอปเปิล
 กับน้ำผึ้งและน้ำเปล่า
 โดยนำน้ำส้มสายชูหมัก100%  1ช้อนโต๊ะ
  ผสมน้ำผึ้ง 1ช้อนโต๊ะ ผสมน้ำอุ่น 120-170
  ซี.ซี คนให้เข้ากันดื่มแทนน้ำแอปเปิลใน
  กรณีที่เป็นเบาหวานไม่ให้ดื่มน้ำแอปเปิลให้
  ใช้น้ำส้มสายชูหมักจากแอปเปิลแทน
วันที่ 6 
 - อาหารเช้าควรเป็นน้ำข้าวกล้องงอก ห้ามกินน้ำตาลหรือน้ำตาลเทียม
    เครื่องเทศ นม เนย โยเกริ์ต ของมันทุกชนิด อาหารที่มีโปรตีน คือ เนื้อสัตว์    ไข่ ถั่ว ต่าง ๆ ขนมต่าง ๆและของที่เกี่ยวกับนมเนย เพื่อให้ตับสะสมน้ำดีไว้    ใช้งานเวลาล้างและอย่าให้อิ่มมาก
 - ดื่มน้ำแอปเปิล หรือน้ำส้มสายชูหมักจากแอปเปิลผสมน้ำผึ้งผสมน้ำเปล่า
    เวลา 8.00 -10.00-12.00น. (ประมาณ 200ซี.ซี ต่อครั้ง ดื่มก่อนอาหาร
    30นาที หรือหลังอาหาร 2ชั่วโมง)
 - เวลา 14 . 00น ให้รับประทานน้ำผลไม้คั้นสด เช่นน้ำ สับปะรด น้ำมะละกอดิบ
   หรือห่าม 1แก้วหลังจากนั้นให้งดอาหารทุกอย่างถ้าหิวให้จิบน้ำเปล่า ถ้างด
   อาหารทุกอย่างได้จะดีมาก
 - เวลา 18.00น . และ 20.00น. ให้ดื่มน้ำดีเกลือ 1ช้อนชา ผสมน้ำเปล่า
   1 / 3แก้ว ถ้าขมปาก เฝื่อนปากให้อมมะนาวจิ้มเกลือ ก่อนและหลังดื่มน้ำดี
    เกลือให้งดน้ำอย่างน้อย 20นาที
 - เวลา 19.00น.ให้ดื่มเกลือดำผสม 4แก้ว
 - เวลา 22.00น. ไม่เกิน 22.15น. ให้ดื่มน้ำมะนาว 75ซี.ซี. ผสม กับน้ำส้มคั้น
   75ซี.ซี. น้ำมันมะกอกบริสุทธิ์สกัดเย็น 125-150ซี.ซี. เขย่าให้เข้ากันดื่ม
   โดยให้นั่ง 45องศา (นั่งเอนหลังไม่ให้ท้องงอเหยียดขาออก แล้วดื่มให้หมด
   นอนลงไปไม่ให้ตัวงอใช้กระเป๋าน้ำร้อนประคบท้องจนถึง ตีสอง ถ้ารู้สึกไม่
   สบายให้อมมะนาวจิ้มเกลือ หรืออาจเดิน ห้ามนั่งหรือนอนตัวงอ อาจทำให้
   ท่อน้ำดีพับงอของเสียระบายไม่ดี)
 - วันที่ 6ให้ดื่มน้ำแอปเปิลถึง เที่ยง
    วิธีผสมเกลือดำ
 - เกลือดำ 1ช้อนชาครึ่งเคี่ยวกับ
    น้ำตาลอ้อย 3ช้อนโต๊ะ แล้วผสม    
    น้ำต้มใบเตยอุ่น 4แก้ว ดื่มเวลาละ 4แก้ว
วันที่ 7
 - เวลา 02.00น. ดื่มน้ำบีทรูท 1แก้ว
 - เวลา 06.00น. และ 08.00น. ดื่มดีเกลือ
 - เวลา 07.00น.ดื่มเกลือดำ/ถ้ารู้สึกไม่สบายสวนล้างลำไส้ใหญ่ด้วยกาแฟ
    หรือน้ำสมุนไพรที่ถูกกับร่างกาย
 - เวลา 8.30. ดื่มน้ำขิงตามด้วยน้ำมะพร้าวสดหรือน้ำมะพร้าวเผา และรับประ
   ทานน้ำซุป (ยังไม่ทานข้าวต้มจนกว่าจะสวนล้างลำไส้ใหญ่เวลา 10.30น.)
 - ตอนเช้าให้แช่มือ-เท้า –อาบน้ำอุ่น –ตากแดด
 - เวลา 10.30น.ให้สวนล้างลำไส้ใหญ่อีกครั้ง (ครบ 12ชั่วโมง ที่ของเสีย    เคลื่อนมาถึงลำไส้ใหญ่ ควรจะสวนล้างลำไส้ใหญ่)
 - เวลา 11.00น.หลังจากนั้นรับประทานน้ำผักผลไม้ปั่นรวมรับประทานข้าวต้ม
   ใส่ถั่วดำและพุทราจีน (เป็นหลักหรือจะแยกทำเป็นของหวาน)
 - รับประทานอาหารสุขภาพอย่างน้อย 3วัน
 - รับประทานยาบำรุงตับ 7วัน
 - ให้สวนล้างลำใหญ่ด้วยกาแฟ (ถ้าผสมวิตามินบำรุงตับ 1หลอด เช่น เฮปาวิต
    ลงไปด้วยจะดี) ในช่วงเวลาเช้า ถ้าเป็นตอนเย็น ให้เลือกสมุนไพรที่ถูกกับ
    ร่างกายถูกกับสภาพอากาศ เย็น น้ำต้มตะไคร้ น้ำต้มใบเตย อื่นๆ
    อย่างน้อย 7วัน
  - สูตรกระชับรูขุมขน
สำหรับคนที่บนใบหน้าเต็มไปด้วยรูขุมขนกว้างๆ คงเป็นภาพที่ไม่น่าดูแต่อย่างใด แต่จะให้ใบหน้าเรียบเนียนไม่มีรูขุมขนเลย หรือทำให้รูขุมขนหายไปตลอดเลยคงเป็นเรื่องที่ทำได้อยากเช่นกันค่ะ วันนี้จึงนำเคล็ดลับกระชับรูขุมขนด้วยวิธีธรรมชาติมาฝาก เพื่อช่วยกระชับรูขุมขนกว้างให้ดูเล็กลงกัน ด้วยสูตรกระชับรูขุมขน
สูตร 1 - ไข่ขาว
เพียงนำไข่ขาวหนึ่งฟอง แล้วใส่มะนาวไปหนึ่งช้อนโต๊ะ จากนั้นนำมาให้ทาทั้วใบหน้า จากนั้นทิ้งไว้ ให้แห้งแล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น จากนั้นล้างออกอีกทีด้วยน้ำเย็น สำหรับคุณผู้หญิงคนไหนที่ผิวแพ้ง่ายให้งดใช้น้ำมะนาวแล้วเฉพาะไข่ขาวก็เพียงพอค่ะ
สูตร 2 - ผักกาดขาวและมะนาว
ด้วยวิธีการง่ายๆ เพียงบดผักกาดหอมสองสามใบให้ละเอียด จากนั้น กรองเอา มาผสมกับน้ำมะนาว 2-3ช้อนโต๊ะ แล้วทาให้ทั่วใบหน้าทิ้งไว้ 20นาที จากนั้นล้างออกด้วยน้ำเปล่า
สูตร 3 - แอพริคอตสดกับมะเขือเทศ
โดยนำมาบดละอียดให้ทั่วๆ กัน จากนั้นทาลงบนใบหน้า ทิ้งไว้ 5นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำเปล่า
สูตร 4 - สครับน้ำตาลทราย
สครับน้ำตาลทรายก็สามารถนำมา กระชับรูขุมขนกว้างๆ ของคุณผู้หญิงได้เช่นเดียวกันค่ะ โดยนำมาใช้ช่วยกระชับรูขุมขนได้ค่ะ โดยผสมกับน้ำตาลทรายกับน้ำมะกอก น้ำผึ้ง และนำมาใช้ขัดผิวหน้าเบาๆ จากนั้นล้างออกด้วยน้ำเย็นจัด
ขอบคุณบทความดีดี : ladyvisa.com
10 วิธีทำให้หน้าใสไรสิว
อยากดูดีในสายตาคนอื่น  สำคัญที่สุดเลยก็คือต้องรู้จักดูแลผิวหน้าให้เนียนใสไร้สิว  เพราะการเป็นสิวก็จะทำให้เกิดรอยสิวขึ้นมาแล้ว  เคล็ดลับก็คือล้างทำความสะอาดผิวหน้าให้สะอาด  บำรุงให้นุ่มเนียน  ทานอาหารที่มีประโยชน์  และหลับพักผ่อนให้เพียงพอ  ตาถ้าเกิดเจ้าสิวยังดื้อผุดขึ้นมาก็อย่าเพิ่งใจร้อนไปบีบ แกะ  หรือทุ่มเงินมากมายไปกับการหาผลิตภัณฑ์มากมายมาใช้  ลองวิธีที่จะแนะนำดังต่อไปนี้ลองดูกัน  จะให้สิวเจ้าปัญหายุบแล้วยังสามารถประหยัดเงินในกะเป๋าอีกด้วย
 
1.นำน้ำมะนาว 1 ช้อนชามาผสมกับผงอบเชย 1 ช้อนชา  คนให้เข้ากัน  ล้างหน้าให้สะอาด  ซับเบาๆให้แห้ง  จากนั้นนำส่วนผสมที่ได้แต้มบางๆ  ที่บริเวณสิว  ทิ้งไว้ประมาณครึ่งชั่วโมง  แล้วล้างหน้าให้สะอาดอีกครั้ง  แค่นี้ผิวก็จะค่อยๆยุบลง
 
***  วิธีนี้ไม่เหมาะกับสาวที่มีผิวบอบบาง  แพ้ง่าย  จะเหมาะกับสาวนผิวมันและผิวผสมมากกว่า
 
2.นำผิวส้มมาปั่นกับน้ำสะอาดจนได้เนื้อครีมข้น  จากนั้นล้างหน้าให้สะอาด  ซับให้แห้งเบาๆ  แล้วนำเนื้อครีมที่ได้ทาบางๆ  บนสิวและรอบๆ  สิว  ทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที  แล้วล้างออก  แค่นี้ก็จะช่วยให้สิวค่อยๆ  ยุบตัวลงได้แล้ว
 
3.นำกระเทียมสดมาฝานเป็นแว่นบางๆ  จากนั้นล้างหน้าให้สะอาดซับให้แห้ง  แล้วใช้กระเทียมค่อยๆ ลูบไล้บริเวณที่เป็นสิว  จะช่วยลดรอบแดงของสิวและทำให้สิวยุบตัวเร็วขึ้นได้
 
4.นำน้ำมันถั่วลิสง 1ช้อนโต๊ะมาผสมกับน้ำมะนาวคั้นสด 1 ช้อนโต๊ะ  แล้วนำมาทาบางๆให้ทั่วหน้า  ทิ้งไว้ซักพักแล้วล้างออกให้สะอาด  วิธีนี้จะช่วยป้องกันการเกิดสิวอักเสบได้เป็นอย่างดี
 
5.คั้นนำจากใบสาระแหน่สดหลังล้างหน้าให้สะอาดแล้วนำน้ำใบสะระแหน่ทาบางๆ ให้ทั่วผิวหน้าเป็นประจำทุกคืน  ทิ้งไว้ซักพักแล้วค่อยๆล้างออกให้สะอาดอีกครั้ง  วิธีนี้นอกจากจะช่วยรักษาสิวได้แล้ว  ยังช่วยป้องกันการเกิดเม็ดผื่นคันโรคผิวหนังอย่างหิดหรือกลากเกลื้อนได้อีกด้วย
 
6.นำน้ำผึ้งแท้  1 ช้อนโต๊ะมาผสมกับไข่ไก่ 1 ฟอง (เอาเฉพาะไข่ขาว)  แล้วเติมน้ำมะนาวลงไปอีก 1 ช้อนโต๊ะ  คนให้เข้ากันจากนั้นล้างน้ำให้สะอาด  ซับเบาๆ  ให้แห้งแล้วนำส่วนผสมที่ได้ทาไว้ให้ทั่วผิวหน้ายกเว้นบริเวณรอบดวงตาและริม ฝีปาก  ทิ้งไว้ประมาณ 10 นาทีแล้วล้างออกด้วยน้ำเย็นเสร็จแล้วทาครีมบำรุงผิวตามปกติแค่นี้คุณก็จะ เป็นเจ้าของผิวหน้าเนียนสวยไร้สิวกันได้แล้ว
 
7.นำมะละกอดิบมาปั่นทั้งเมล็ด  จากนั้นเอาแต่น้ำ  มาแต้มทาบางๆ  บริเวณที่เป็นสิว  ทิ้งไว้ซักพักแล้วล้างออก  วิธีนี้จะช่วยลดอาการอักเสบของสิวได้
 
***สูตรนี้ไม่เหมาะกับสาวที่มีผิวแพ้ง่ายหรือผิวบอบบาง
 
8.นำน้ำมะนาวสดมาผสมกับนมสดอุ่นๆ  ใช้ล้างผิวหน้าทั้งไว้สักพัก  แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด  วิธีนี้จะช่วยลดการเกิดสิวอักเสบ  สิวหัวดำ  และช่วยบำรุงให้ผิวหน้าเนียนไม่แห้งแตกอีกด้วย
 
9.นำน้ำมะนาวกับน้ำคั้นจากดอกกุหลาบในปริมาณที่เท่าๆกัน  จากนั้นล้างหน้าให้สะอาด  แล้วนำส่วนผสมที่ได้ทาบริเวณที่เป็นสิว  ทิ้งไว้ประมาณครึ่งชั่วโมงแล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น  วิธีนี้นอกจากจะช่วยให้สิวยุบลงแล้ว  ยังช่วยทำให้หน้าขาวสดใสขึ้นอีกด้วย
 
10.นำมะเขือเทศสุกเอาเฉพาะส่วนที่เป็นเนื้อมะเขือเทศมาบดให้ละเอียด  จากนั้นนำมาทาให้ทั่วผิวหน้า  ทิ้งใว้ประมาณ 1 ชั่วโมง  แล้วจึงค่อยล้างออก  วิธีนี้จะช่วยลดปัญหาการอยแดงจากสิว  และช่วยให้สิวยุบเร็วขึ้น  แล้วยังช่วยผลัดเซลล์ผิวหน้า  เผยให้เห็นผิวหน้าที่ขาวใสขึ้นอีก
 
ขอขอบคุณ : นิตยสาร SPICY
 
 
 
 
I-Varin Miracle Sleeping Mask
 
ล้างพิษกันบ้างเป็นไร
ล้างพิษกันบ้างเป็นไร

เคล็ดลับสุขภาพ

ล้างพิษกันบ้างเป็นไร  (Life & Family)
โดย : อณู

          คุณเคยบ้างไหม...รู้สึกเหนื่อยล้าเป็นระยะเวลายาวนานจนรู้สึกว่า เอ๊ะ ทำไม ตัวฉันถึงไร้พลังกายพลังใจขนาดนี้ แล้วยังไม่สามารถรวบรวมสมาธิทำงานได้นาน ๆ ซึมเศร้าขาดชีวิตชีวา มีปัญหาผิวหนัง ปวดหัว หรือเป็นไข้บ่อย ๆ

ชวนกันไปล้างพิษ

          อาจเป็นไปได้ว่า ร่างกายของคุณกำลังทุกข์ระทมเพราะสะสมพิษไว้ในตัวมากเกินไปแล้ว ใครไม่มีพิษสะสมไว้คงไม่ใช่คนร่วมสมัย เพราะทุกวันนี้การใช้ชีวิตของเรา
          อากาศที่เราหายใจ หรืออาหารที่เรากินเข้าไป ล้วนแล้วแต่เป็นตัวการสำคัญในการสะสมทั้งนั้น ซึ่งเราจะต่อต้านมันได้ด้วยการขจัดพิษเพื่อให้ร่างกายสะอาด สดชื่น มีพลังเพิ่มขึ้นและช่วยให้ระบบอิมมูนซิสเต็ม ทำหน้าที่ปกป้องคุ้มครองร่างกายเราได้เต็มประสิทธิภาพ
          ถ้าระบบการดูแลและขจัดพิษ และของเสียออกจากร่างกายทำงานได้ไม่เต็มที่ ของเสียที่ยังตกค้าจะไหลเวียนกลับไปในกระแสเลือด ทั่วร่างกาย แล้วก่อตัวอยู่บริเวณอวัยวะที่อ่อนแอที่สุด
          เราจะสังเกตอาการต่าง ๆว่ามีพิษไปสะสมอยู่แถวไหนบ้าง ถ้าเป็นบริเวณลำไส้ใหญ่ และลำไส้เล็ก มักจะท้องผูก ท้องอืด ท้องเสีย บ่อย ๆ ซึ่งเป็นเพราะเรากินอาหารที่ไม่ค่อยมีประโยชน์ ไม่ถูกส่วน มีความเครียด ใช้ยาพวกแอนตี้ไบโอติกบ่อย จิบน้ำสีอำพันเป็นประจำ หรือดื่มน้ำน้อยไป อาหารที่จะช่วยได้ คือผักใบเขียวที่มีคลอโรฟีลล์มาก ๆ หรือนมเปรี้ยวที่มีแล็กโตบาซิลลัส
          ถ้ามีปัญหาผิวหนังต่าง ๆ เป็นผื่นแพ้บ่อย ๆ ลิ้นขม ปวดศีรษะ อารมณ์ขึ้น ๆ ลง ๆ เหนื่อยล้า นั่นแสดงว่าตับกับไตทำงานหนักเกินไปแล้ว เพราะกรองของเสียเก็บไว้เยอะ องุ่นจะช่วยทำความสะอาดตับไตและผิวหนังได้

          พิษที่สะสมในระบบทางเดินหายใจ จะทำให้เป็นหวัดบ่อย ๆ ไอ เจ็บคอ ต่อมทอนซิลอักเสบ มีเซลลูไลท์ ขาดน้ำ มีปัญหาเรื่องผิวหนัง กระเทียม และวิตามินซีจะช่วยดูแลระบบทางเดินหายใจของเรา

ขจัดพิษกันเถอะ

          การล้างพิษในร่างกาย มีวิธีการต่าง ๆ เช่นสวนล้างลำไส้ด้วยกาแฟ หรือการอดอาหาร และการเลือกกินอาหาร รวมทั้งการปฏิบัติตัวเพื่อการล้างพิษ
          คุณกิตติกูล เสารัมณี ผู้ประสบกับโรคมะเร็งตับที่ศึกษาค้นคว้าด้าน แม็กโครไบโอติก มีประสบการณ์ในการล้างพิษภายในร่างกายหลายขนานมาแล้ว พูดถึงการล้างพิษว่า 

          "สำหรับ คนที่เป็นโรคอย่างผม ผมอดอาหาร หรือดื่มน้ำผัก น้ำผลไม้ 2-3 วัน เช่นดื่มน้ำอ้อยผสมน้ำมะนาว หรือสวนด้วยกาแฟ คนทั่ว ๆ ไปไม่จำเป็นต้องดีทอกซ์ (detox) แบบสวนกาแฟที่กำลังแพร่หลายกันเพราะบางคนอาจแพ้กาแฟ หรือไม่มีความรู้จริงเรื่องการทำ การดูแลความสะอาด ปริมาณของกาแฟที่ใช้หรือ ถ้าน้ำกาแฟไม่อยู่ในลำไส้นานถึง 10 นาที ก็เท่ากับเป็นการสวนอุจจาระเฉย ๆ ต้องคำนึงถึงรายละเอียดพอสมควรและลำไส้บางคนอาจเป็นแผล คนที่จะทำได้ต้องไม่มีโรคหัวใจ ความดันโลหิต หรือไต
          "ผมขอแนะนำว่า กินอาหารที่มีประโยชน์ เช่นข้าวกล้อง ข้าวมันปู ธัญพืช ผัก เต้าหู้ 10 วัน พยายามลดเนื้อสัตว์ นม ไข่ กะทิ ของหวาน ร่างกายเราจะได้อาหารที่บริสุทธิ์ไปสร้างเม็ดเลือดที่บริสุทธิ์ 10 วันที่ถ่ายออกไปก็เท่ากับขับพิษหรือของเสียออกไป"

          เราขอแนะนำวิธีง่าย ๆ ในการลงมือทำในเวลา 1 เดือน ซึ่งไม่ใช่หลักสูตรเคร่งครัดมากจนยากเกินจะลองทำ เพื่อเรียกสุขภาพดี ๆ และพลังกลับคืนมา ค่อยเป็นค่อยไปในวันแรก ๆ ไม่ต้องทำเต็มสูตร เพื่อค่อย ๆ ปรับตัวและปรับใจก่อน โดยเริ่มจาก...

เลือกอาหารธรรมชาติ

          เลี่ยงอาหารที่ผ่านกระบวนการมาก ๆ เนื้อสัตว์สีแดง เหล้าเบียร์ ผลิตภัณฑ์จากนม น้ำตาล น้ำผึ้ง ชา กาแฟ อาหารกระป๋อง ที่แพ็กมาเป็นห่อ ๆ ฟาสต์ฟู้ด หรือวางอยู่บนชั้นนานแล้ว พวกซอสมะเขือเทศ มายองเนส ลดอาหารพวกไข่ ไก่ ผลไม้ น้ำสลัด และน้ำส้มสายชู ข้าวขัดขาว
          กินผักดิบสด ๆ ดีกว่า เพราะจะช่วยให้เซลล์ต่าง ๆ ทำงานได้ดี โดยเฉพาะผักที่มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระ เช่น แคร็อต มะเขือเทศ บีทรูท รวมทั้งผักใบเขียวต่าง ๆ กินเต้าหู้และนมถั่วเหลือง ปรุงรสชาติและกลิ่นอาหารด้วยกระเทียม ขิง สมุนไพรต่าง ๆ หันมากินเนื้อปลา โดยเฉพาะพวกปลาน้ำลึก ข้าวหรือพวกแป้งไม่ขัดขาว เช่นข้าวกล้อง ข้าวฟ่าง ข้าวสาลี มันฝรั่ง ลูกเดือย เปลี่ยนเมนูให้หลากหลายเพื่อจะได้ไม่ต้องกินอาหารเดิม ๆ อยู่ทุกวี่วัน ถ้านึกอยากกินสลัดผักสักจาน ทำเองที่บ้านน่าจะดีกว่า เพราะเราเลือกได้ว่าจะซื้อผักปลอดสารพิษมาทำ ล้างสะอาดแค่ไหนก็รู้ด้วยตัวเอง

เพิ่มน้ำ

          ร่างกายต้องการน้ำด้วย อย่าลืม ถ้ามีน้ำน้อยเกินไป ก็จะไปขอน้ำจากลำไส้มาใช้ ซึ่งทำให้ของเสียที่อยู่ในล้ำไส้แห้งลงไป กระบวนการขับถ่ายออกจากร่างกายช้าลง สารพิษก็จะถูกดูดซึมกลับสู่ร่างกายอีก
          กระตุ้นระบบทางเดินอาหาร ด้วยการเริ่มจากน้ำอุ่น ๆ ในตอนเช้า อาจจะเป็นน้ำผลไม้เช่นน้ำมะนาว ช่วงกลางวันดื่มน้ำอุณหภูมิปกติให้ได้ 6-8 แก้ว เปลี่ยนจากชากาแฟ เป็นชาสมุนไพรแทน

          ทำน้ำผักน้ำผลไม้ดื่มเอง น้ำมะเขือเทศมีวิตามินซีสูง น้ำบีทรูท แคร็อต และเซเลอรี่ เป็นน้ำผักที่บำรุงตับ ถ้ารสชาติไม่เอาไหนเติมน้ำสับปะรด หรือน้ำผลไม้อื่นๆเพื่อปรุงรสสักนิด ไม่ควรเติมน้ำผลไม้รสหวานมากไป หรือดื่มน้ำผลไม้มากกว่าวันละ 1 แก้ว เพราะว่ามีน้ำตาลผสมอยู่เยอะ ดื่มน้อยๆดีกว่า

ออกกำลังกายบ้าง

          การได้เคลื่อนไหวร่างกาย เท่ากับช่วยการไหลเวียนของเลือดให้เลือดขนส่งออกซิเจน และสารอาหารที่มีคุณค่าได้ดีขึ้น และการทำงานของระบบหายใจก็จะดีขึ้นด้วย
          เลือกเดินหรือจ๊อกกิ้ง ขี่จักรยาน แอโรบิก โยคะ ใช้เวลาราวครึ่งชั่วโมงหรือ 45 นาทีต่อวัน อาทิตย์ละ 3-5 วัน

หัดหายใจ

          เชื่อไหมว่าเรายังหายใจกันไม่ค่อยถูกต้อง หัดหายใจใหม่ ถ้ายังหายใจตื้น ๆ สั้น ๆ อยู่ พยายามหายใจให้ยาวขึ้น และหายใจช้าๆ นับ 1 ถึง 4 ในการหายใจเข้าออก 1 ครั้ง การหายใจเข้าลึกๆทำให้เราสูดเอาออกซิเจนเข้าไปได้เต็มที่ และหายใจออกยาว ๆ ก็จะช่วยการขับคาร์บอนไดออกไซด์ได้มากขึ้น

ขัดผิวผ่อง

          การขัดผิวนอกจากเพื่อบำรุงบำเรอความงามแล้ว ยังช่วยปรับการไหลเวียน และช่วยยักย้ายถ่ายเทพิษที่สะสมไว้ในเนื้อเยื่อ สู่กระแสเลือด เพื่อขับถ่ายออกไป ใช้แปรงด้ามยาวที่ทำจากเส้นใยธรรมชาติ ขัดผิวสัก 5 นาทีก่อนอาบน้ำ หรือนานกว่านั้นเล็กน้อยก็ได้

          เริ่มจากการขัดเท้า น่อง ไปสู่ต้นขา ขัดเหนือสะโพก และขึ้นไปกลางหลัง ไล่ไปที่ต้นแขน ไปที่ไหล่ ลงไปที่อก ตรงไปสู่หัวใจ และขัดจากหลังคอลงมา สุดท้ายก็ขัดวนเป็นวงตามเข็มนาฬิกาแถว ๆ ท้อง เพื่อกระตุ้นการทำงานของลำไส้

ล้างใจให้สะอาด

          แม้จะไม่เคยมีใจเป็นแม่พระมาก่อน ก็ต้องลองดู เพราะอารมณ์ที่ไม่เบิกบาน ความโกรธ เสียใจ เครียด เศร้าซึม จะทำให้ร่างกายเราหลั่งสารที่มาทำร้ายตัวเราเองมากเกินไป ในระหว่างกระบวนการขจัดพิษ พยายามละลายอารมณ์เสีย ๆ เหล่านี้ทิ้งไปแล้ว

          เปลี่ยนวิธีคิดสร้างสิ่งดี ๆ ให้เกิดกับจิตใจ เช่นหัดช่วยเหลือคนอื่น ให้อภัย ยอมแพ้ ลองมองโลกในแง่ดี

          อาบน้ำอาบท่าเสร็จ ก่อนนอนทำใจให้สบายหรือนั่งทำสมาธิ ไม่เก็บเรื่องรกใจไปนอนด้วย ถ้าหัดล้างใจไว้จะช่วยให้นอนหลับง่ายขึ้น ใจไม่ต้องแบกภาระที่หนักอึ้งเกินไป

          ปล่อยวางบ้าง ให้คนอื่นเขาไปแบกบ้าง จิตใจจะได้เบาสบาย

          หายใจลึก ๆ จังหวะยาว ๆ คิดถึงสิ่งดี ๆ ของตัวเอง ตื่นเช้ากว่าเดิมสักครึ่งชั่วโมง

          ในวันที่ไม่เร่งรีบ หามุมสงบ ๆ ที่สามารถอยู่นิ่ง ๆ สบาย ๆ

          ทอดสายตามองทัศนียภาพอันน่ารื่นรมย์สักวันละ 15 นาที

อาการระหว่างล้างพิษ

          อย่าตกใจถ้ามีอาการเหล่านี้ เช่น ปวดศีรษะ มีเม็ดสิวขึ้น มีผื่นที่ผิวหนัง ปวดกล้ามเนื้อ ปวดข้อ หงุดหงิด อ่อนเพลีย อารมณ์แปรปรวน เหนื่อยล้า ท้องอืด กลิ่นตัวและลมหายใจไม่สะอาด อาการเหล่านี้เกิดขึ้นเพราะร่างกายกำลังกำจัดของเสียต่าง ๆ ออกไป

          อยู่ปกติแล้วอาการจะเป็นราว ๆ 3 สัปดาห์แล้วค่อย ๆ หายไป

          เหนื่อยอ่อนล้าเพราะทำงานหนัก หรือกำลังอยู่ในช่วงเครียดจัดเกินไป ไม่สบาย
 
          เพิ่งหายไข้หายหวัด หรือมีอาการเจ็บป่วยเรื้อรัง โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับตับ ไต

          โรคเบาหวาน ตั้งครรภ์หรืออยู่ในระหว่างการให้นม หรืออยู่ในระหว่างการกินยารักษาโรคอยู่
 
          ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญก่อน

ข้อควรระวัง

         ถ้าใช้ช่วงเวลาในการขจัดพิษนานเกินไป ก็จะทำให้ร่างกายขาดน้ำ

         การดื่มน้ำผักน้ำผลไม้ปริมาณมาก ๆ อาจจะทำให้ถ่ายท้องมากเกินไป

         ถ้าร่างกายได้รับวิตามินซีมากเกินไป จะไปทำร้ายไตได้ นอกจากนี้ยังไปช่วยกระตุ้นให้เกิดอนุมูลอิสระมากขึ้นไปอีก
         อย่าวิตกกังวลเกินเหตุว่า ร่างกายเราได้รับพิษอันมหาศาล หรือเคร่งเครียด

         เอาเป็นเอาตายกับการขจัดพิษมากเกินไป เพราะแทนที่ผลออกมาจะสบาย กลับให้ผลตรงกันข้าม ถ้ารู้ตัวว่าเป็นคนซีเรียส ท่องไว้เบา ๆ ว่า..."อย่าซีเรียส"

         ถ้าสามารถจัดสรรเวลาให้ตัวเองอยู่ในกระบวนการขจัดพิษใน 1 เดือน แล้วจะรู้สึกว่าร่างกายสดชื่นขึ้น ผิวหนังสะอาดขึ้น ดวงตาสดใส ท้องผูกน้อยลง น้ำหนักลด อารมณ์มั่นคงขึ้น และลดระดับความวิตกกังวลไปได้ดีเชียวค่ะ ลองดู
 
Share |
เมื่อวันที่ : 2013-09-06 | อ่าน : 802 ครั้ง | ความเห็น : 0 ความเห็น
ชื่อผู้แสดงความคิดเห็น
รายละเอียด
108บล็อกเกอร์
บล็อกที่แสนจะเต็มไปด้วยชีวิตชีวา