108health.com : สุขภาพ ผู้หญิง การลดน้ำหนัก อาหารเพื่อสุขภาพ แฟชั่น ครอบครัว ท่องเที่ยว
  สมัครสมาชิก | เข้าสู่ระบบ  
 
คลิปวีดีโอ คลิปวีดีโอ ฟังวิทยุ ฟังวิทยุ โปรโมชั่นแนะนำ โปรโมชั่นแนะนำ Blog Blog gallery gallery เกี่ยวกับเรา เกี่ยวกับเรา
      หน้าแรก » บล็อกเพื่อสุขภาพ
บล็อก <?=เพื่อสุขภาพ?> บล็อกเพื่อสุขภาพ
ดูแลสุขภาพของคุณตั้งแต่วันนี้
ปรับปรุงล่าสุด : 2013-06-05
โดย : นันทวรรณ สารสน | จำนวนบทความ : 13 บทความ | หมวด : Art for Healthy
มะเร็งมดลูก อาการที่คุณควรรู้ทันสักนิด ฉุกคิดก่อนแย่!!
มะเร็ง...เปรียบเสมือนเพชฌฆาตเงียบที่น่าสะพรึงกลัวอันดับหนึ่งของมวลมนุษยชาติเพราะมะเร็งสามารถจะคร่าชีวิตผู้คนทั่วโลกอย่างเงียบงันโดยปราศจากความเมตตามาเป็นระยะเวลาอันยาวนานและยังจะรุกรานต่อไปอีกโดยไม่รู้ว่าเมื่อไรจะมีผู้ค้นพบนวัตกรรมใหม่บำบัดรักษาและยับยั้งการขยายตัวของโรคมะเร็งได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดโดยไม่ส่งผลกระทบต่อระบบอื่นๆ ของร่างกายมนุษย์

ความร้ายกาจอย่างหนึ่งของโรคมะเร็งคือ ไม่แสดงอาการให้ผู้ป่วยรู้ตัวตั้งแต่ระยะเริ่มแรกที่เกิดโรค ผู้ป่วยส่วนมากกว่าจะรู้ตัวอย่างชัดแจ้ง ก็ปรากฏว่าเจ้าเซลล์เนื้อร้ายนั้นได้ลุกลามแตกกระจายขยายตัวไปจนเป็นต่อร่างกายมากเสียแล้ว บางคนที่โชคร้ายมากเมื่อตรวจพบก็ปรากฏว่าเป็นมะเร็งขั้นสุดท้ายแล้ว

มะเร็งมดลูกมี 2 ชนิดคือ                                                           
1.มะเร็งปากมดลูก
2.มะเร็งโพรงมดลูก
มะเร็งมดลูกพบได้น้อยกว่ามะเร็งปากมดลูก ในสตรีที่อายุ 40-60 ปี มักพบภายหลัง หมดประจำเดือนแล้ว

มะเร็งปากมดลูกซึ่งมักจะสัมพันธ์กับการมีสุขอนามัยที่ไม่ดี :
- การขาดสุขอนามัยในการมีเพศสัมพันธ์ ได้แก่การมีคู่นอนหลายคน หรือการที่คู่นอนของตนไปมีเพศสัมพันธ์กับคนอื่นๆ  ซึ่งพฤติกรรมดังกล่าวเสี่ยงต่อการติดเชื้อต่างๆ โดยเฉพาะเชื้อไวรัส (หูด, เริม)
พบมะเร็งชนิดนี้น้อยมากในผู้หญิงที่ละทิ้งการมี เพศสัมพันธ์เช่น แม่ชี เป็นต้น
- การใช้ยาสูบต่างๆ เช่นบุหรี่

มะเร็งโพรงมดลูก เกิดได้จาก:
- การไม่ตั้งครรภ์;
- ความอ้วน
- การใช้ยา Tamoxifen เพื่อรักษามะเร็งเต้านมนั้น เสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งมดลูก  ในทางกลับกัน การกินยาคุมกำเนิดสามารถลดความเสี่ยงได้แม้จะหยุดกินไปถึง 5 ปี เนื่องจากฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน ช่วยปกป้องมดลูก
ทุกวันนี้ ยังไม่มีวัคซีนสำหรับมะเร็งมดลูกฉะนั้นการตรวจให้พบได้ตั้งแต่เริ่มแรกจึงมีความจำเป็น และดูเหมือนว่าการใช้อัลตราซาวน์ในการตรวจหาเนื้องอกของมดลูก จะเป็นวิธีการที่มีประสิทธิภาพสูงสุด ขอแนะนำให้ทำอัลตราซาวน์ดูมดลูกทุกๆ ปี ปีละครั้ง ซึ่งก็พอจะเฝ้าดูภัยเงียบได้ไม่ปล่อยให้มันระเบิดออกมา 

มะเร็งมดลูกก็มีมาตรการเฝ้าระวังอยู่เหมือนกัน

ประการแรก ก็คือ หากขนาดของเอวของคุณใหญ่ขึ้นซึ่งทราบได้ด้วยการวัดคะ มีมาตรฐานของฝรั่งอังกฤษซึ่งเขาบอกไว้ว่า ถ้าหากวัดรอบเอวได้เท่ากับ ๓๔ นิ้ว หรือมากกว่า เขาเปรียบเทียบกับคนเอวบางร่างน้อยอย่างกับนางแบบแล้วละก็ ผู้หญิงไว้เอวจะมีความเสี่ยงต่อมะเร็งของมดลูก หรือมะเร็งของเยื่อบุโพรงมดลูกได้สูงคะ เขาทำการศึกษาพบว่า คนที่เอวมากกว่า ๓๔ นิ้ว จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดของมะเร็งมดลูกในหญิงที่วัดรอบเอวได้ ๓๑ นิ้ว ถึงหนึ่งเท่าตัว

ประการที่ ๒ ดูกันที่น้ำหนักตัว อ้วนมากขึ้น ก็มีความเสี่ยงมากขึ้นว่างั้นเถอะ โดยมีการวัดกันที่น้ำหนักตัว พบว่าใครที่น้ำหนักตัวเพิ่มมากขึ้น นับตั้งแต่อายุ ๒๐ ปีเป็นต้น หากเพิ่มมากขึ้นกว่า ๔๔ ปอนด์ ก็แสดงว่ามีแนวโน้มต่อการเกิดโรคมะเร็งมดลูกมากกว่าถึงเท่าตัวเลยทีเดียว
           หากจะคำนวณ BMI (Body Mass Index) ก็ได้คะง่ายๆ ดังนี้
           BMI = น้ำหนักเป็นกิโลกรัม (kg)  /ความสูงเป็นเมตร (m )
                      
หญิงอ้วนที่มี BMI > ๓๐ ก็จะมีความเสี่ยงมากขึ้นประมาณเท่าตัว เมื่อเปรียบเทียบกับหญิงที่มีหุ่นมาตรฐาน คือ BMI อยู่ระหว่าง ๑๙ – ๒๕
          

จากการวิเคราะห์ข้อมูลในผู้หญิง ๒๒๓,๐๐๐ รายจาก ๑๐ ประเทศในยุโรป มีข้อสรุปชัดเจนว่า หญิงอ้วนลงพุงน้ำหนักตัวที่เพิ่มมากขึ้นอย่างชัดเจน จะมีความสัมพันธ์กับมะเร็งมดลูกอย่างแน่นอน และพบได้มากขึ้นในหญิงวัยทอง แม้ว่าหญิงวัยทองจะไม่ได้รับประทานฮอร์โมนทดแทน หรือมีประวัติรับประทานยาเม็ดคุมกำเนิดมาก่อนก็ตาม
          
ผู้หญิงสมัยนี้ตัวโตและอ้วนกว่าสมัยสงครามโลกที่ผ่านมา คงเป็นเพราะอาหารที่ดีขึ้น การดูแลสุขภาพที่ดี โดยเฉพาะทางด้านโภชนาการ แต่ขาดการออกกำลังกาย ซึ่งทำให้มีผลตามมาที่น่ากลัวต่อสุขภาพโดยไม่ได้ตั้งใจ ไม่ว่าจะเป็นโรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคหลอดเลือด และไขมัน และรวมทั้งโอกาสที่จะเกิดเป็นมะเร็งมดลูกตามมาอีกอย่าง
          
การที่แพทย์มักจะบอกว่า ถ้าหากมีเลือดออกผิดปรกติทางช่องคลอด หรือมีรอบเดือนมามากเกินไป ควรจะได้รับการตรวจว่ามีสาเหตุมาจากมะเร็งมดลูกหรือไม่ นั่นหมายความว่าเป็นโรคแล้ว และมีอาการแสดงบ่งบอก คือมีเลือดออกที่ผิดปรกติ

หากเป็นเช่นนั้น การป้องกันโรคมิให้เกิดขึ้นเลย มิดีกว่าหรือคะ
 
 


ขอขอบคุณ:เวบไซต์siamca.com , หนังสือดิฉัน ปีที่ 30 ฉบับที่ 731 วันที่ 15 สิงหาคม 2550

 
Share |
เมื่อวันที่ : 2012-11-27 | อ่าน : 1207 ครั้ง | ความเห็น : 1 ความเห็น
ความคิดเห็นที่ 1
เราเคยมีตกขาวออกมาตลอดทั้งเดือนเลย ไปหาหมอตรวจที่เวชธานีเขาบอกว่าอาจเป็นเพราะฮอโมนยังมะคงที่ ตอนไปตรวจ อายุ20เอง มะเคยมีเพศสัมพัน ตรวจแล้วก็ไม่ได้เป็นมะเร็งไรเลยนะคะ ไปตรวจกันเถอะค่ะ อายแปบเดียวแต่สบายใจไปอีกเกือบปีนะค่ะ เราไปตรวจทุกปี เผื่อเป็นขึ้นมาจะได้รีบรักษา ถ้าปล่อยไว้เรื้อรังอาจอันตรายถึงชีวิต นะคะ

โดย : นันทวรรณ | วันที่ : 2012-11-27 | เวลา : 16:11:50 | IP : 180.183.44.xxx | แจ้งลบความคิดเห็น
1
ชื่อผู้แสดงความคิดเห็น
รายละเอียด
108บล็อกเกอร์
บล็อกที่แสนจะเต็มไปด้วยชีวิตชีวา