สมุนไพรถือว่าเป็นยารักษาโรคอีกหนึ่งชนิดที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก และคนไทยมักจะรู้จักกันมาช้านาน วันนี้เราเลยมีสมุนไพรที่ช่วยในเรื่องระบบย่อยอาหารของคุณได้ง่ายมาฝากกันค่ะ
สมุนไพรไทย ช่วยย่อยอาหาร

สมุนไพรไทย ช่วยย่อยอาหาร

สมุนไพรเป็นสิ่งที่คนไทยรู้จักกันมาอย่างยาวนาน และมีปลูกตามบ้านเรือนเพื่อเอาไว้รักษาโรคเพื่อให้หายจากอาการเจ็บไข้ต่างๆ ที่มีอาการ และความรุนแรงแตกต่างกันออกไป

วันนี้เราเลยมีสมุนไพรดีๆ ที่เหมาะที่จะช่วยย่อยอาหารมาฝากกันค่ะ และรับรองว่า สุขภาพดีๆ แน่ๆ

  สมุนไพรไทย กระเทียม
กระเทียมเป็นสมุนไพรที่ดีต่อสุขภาพหลายด้าน เมื่อรับประทานเข้าไป สารในกระเทียมจะช่วยเพิ่มน้ำย่อยและน้ำดี ช่วยในการย่อยอาหาร และยังแก้อาการปวดท้องเนื่องจากอาหารไม่ย่อย มีของฝากพิเศษสำหรับคนที่มีอาการจุกเสียดแน่นเนื่องจ ากอาหารไม่ย่อยอยู่ บ่อยๆ ให้นำกระเทียมปอกเปลือก นำเฉพาะเนื้อใน 5 กลีบ ซอยให้ละเอียด รับประทานกับน้ำหลังมื้ออาหาร อาการจะค่อยๆ หายไปสมุนไพรไทย หอมเล็ก
มีฟลาโวนอยด์ (Flavonoid) ไกลโคไซด์ (Glycosides) เพคติน (Pectin) และกลูโคคินิน (Glucokinin)ช่วย ย่อยอาหารและทำให้เจริญหาอาหาร หอมเล็กสามารถนำมาประกอบอาหารได้หลายชนิด โดยเฉพาะยำต่างๆสมุนไพรไทย พริกสด
พริกทุกชนิดไม่ว่าจะเผ็ดมากเผ็ดน้อย ก็ช่วยกระตุ้นการหลั่งของน้ำลายให้ออกมามาก ซึ่งเอนไซม์ในน้ำลายนี้จะช่วยย่อยสลายแป้งในปาก นอกจากนี้ยังพบว่าพริกขี้หนูรสเผ็ดร้อน ช่วยย่อย ช่วยเจริญอาหาร และขับลมได้ดี พริกอยู่ในสำรับไทยหลากหลายเมนู แต่อย่าเผลอกินเผ็ดจนท้องไส้ปั่นป่วนนะคะสมุนไพรไทย ข่า
ข่ามีฤทธิ์ขับน้ำดี จึงช่วยย่อยอาหารเช่นกัน วิธีที่ดีที่ทำให้เรากินข่าได้อร่อยเหมือนผักอื่นๆก็ คือ เวลานำข่ามาใส่อาหารให้หั่นข่าเป็นชิ้นเล็กๆสมุนไพรไทย ตะไคร้
ตะไคร้มีสารช่วยในการขับน้ำดีมาช่วยย่อย ถ้าจะให้กินตะไคร้สดๆ ก็คงไม่น่าอร่อยเท่าไหร่ แต่ถ้าเป็นน้ำพริกตะไคร้หรือชาตะไคร้ ก็อร่อยไม่เบาสมุนไพรไทย ใบแมงลัก
ใบแมงลักมีกลิ่นหอมเป็นลักษณะเฉพาะ หอมโล่งจมูก และน้ำมันหอมระเหยหอมๆนี้เองที่มีฤทธิ์ในการช่วยย่อยอาหาร คุยเรื่องใบแมงลักก็คิดถึงแกงเลียงทุกทีสมุนไพรไทย ใบกะเพรา
มีฤทธิ์ขับน้ำดีออกมาช่วยย่อยอาหารที่เรากินเข้าไป
สมุนไพร ทั้ง 7 ชนิด นี้ หากเลือกกินอย่างเหมาะสม ก็จะไม่มีปัญหาเรื่องการย่อยอาหารมากวนใจ ทางที่ดี ปลูกไว้ในบ้านก็ได้ เพราะปลูกง่ายทุกชนิดเพื่อสุขภาพของตัวคุณเองด้วยค่ะ

สมุนไพรไทย , สุขภาพ
ขอขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก : www.sanook.com